ยุทธศาสตร์ บริษัทจดทะเบียน

JUBILE ยูบิลลี่ 3 ปีย้ายไป SET

ภายใน 3 ปี ‘ยูบิลลี่’ ตั้งเป้าย้ายตัวเองจาก mai ไปอยู่ SET ต้องปรับแผน 3 ปีข้างหน้าใหม่ ภายใต้โจทย์ทำยอดขายเติบโตมากกว่า 20% ต่อปี

“ภาย ใน 3 ปี ยูบิลลี่มีแผนจะย้ายตัวเองไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (SET) จากปัจจุบันซื้อขายอยู่ในตลาด? mai ด้วยทุนจดทะเบียน 175 ล้านบาท แต่ยังไม่ได้คิดว่าจะเพิ่มทุนขายให้ใคร จำนวนเท่าไร แต่ไม่ว่าจะขายหุ้นให้กับใคร ตระกูลพรประกฤตต้องถือหุ้นใหญ่ เราไม่มีทิ้งธุรกิจที่สร้างมากับมือแน่นอน” อัญรัตน์ พรประกฤต “ซีเอฟโอ” บมจ.ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ กล่าวยืนยัน

อัญรัตน์ เล่าว่า บริษัทมีโจทย์ใหม่ทำอย่างไรให้รายได้ขยายตัวมากกว่า 20% ต่อปี ถือเป็นโจทย์ที่ทีมผู้บริหารต้องตีให้แตก ก่อนหน้านี้หลายคนคงได้ยินกันบ่อยแล้วว่าภายในปี 2555 ยูบิลลี่จะพิชิตรายได้ 1,000 ล้านบาท (ปี 2552 ทำได้ 550 ล้านบาท ครึ่งปี 2553 ทำได้แล้ว 289 ล้านบาท) แต่วันนี้เรากำลังมองไปไกลอีกขั้น

ทีมงานสำคัญที่คอยวางแผนงานหลักๆ ให้กับบริษัทขณะนี้นอกจาก “คุณพ่อ” วิโรจน์ พรประกฤต ยังมี คงเดช โอฬารรติ กรรมการบริษัท และตนเอง ผลงานแต่ละชิ้นของบริษัทและแผนงานต่างๆ ที่นำเสนอออกมาถือว่ากลั่นกรองออกมาแล้ว คุณพ่อมีประสบการณ์เพราะอยู่วงการนี้มานานหลายสิบปี

ผู้บริหารวัย 30 บอกว่า ความเป็นไปได้ที่ผลการดำเนินงานของบริษัทจะเติบโตมากกว่าปีละ 20% ได้ ต้องมาจาก 2 ทาง คือ หนึ่ง ขยายสินค้าไปต่างประเทศ หรือ “โกอินเตอร์” ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ วันนี้เล็งแถบเอเชียเป็นหลักมองไว้ที่ประเทศสิงคโปร์ และฮ่องกง โดยอาจร่วมมือกับพันธมิตรที่มีความชำนาญในพื้นที่ และรู้จักพฤติกรรมของผู้บริโภคประเทศนั้นอย่างดี

สอง บริษัทต้องแตกไลน์สินค้ามากขึ้นไปผลิตสินค้าประเภทหยก และพลอย ตอนนี้อยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตร 2-3 ราย แต่ยังไม่รีบร้อนเพราะอยากทำด้วยความมั่นใจ

สำหรับ “พันธมิตร” ที่จะเข้ามาร่วมมือกับยูบิลลี่นั้น อัญรัตน์ ตอบว่า ยังตอบอะไรมากไม่ได้ว่าจะเข้ามาถือหุ้น JUBILE ด้วยหรือไม่ คงต้องมาศึกษาในรายละเอียดต่างๆ อีกครั้ง ขณะนี้บริษัทมีแผนรับพนักงานเพิ่มเติมจากปัจจุบันมีคนทำงานในบริษัทประมาณ 190 คน ส่วนเรื่องเงินลงทุนยิ่งไม่ต้องเป็นห่วงใหญ่ ตอนนี้บริษัทมี D/E Ratio ต่ำเพียง 0.7 เท่า และมีนโยบายไม่ให้เกิน 1 เท่า

ในส่วนของเป้าหมายรายได้ 1,000 ล้านบาท ภายในปี 2555 เธอบอกว่า ตัวเลขนี้ “ทำได้อยู่แล้ว” แต่ที่สำคัญคือตัวเลข “อัตรากำไรสุทธิ” จะพยายามไม่ให้ต่ำกว่า 11% ตามเป้าหมายบริษัทจะเปิดสาขาให้ครบ 100 แห่งภายในปี 2555 โดยภายในสิ้นปี 2553 ตั้งเป้าไว้ประมาณ 80 สาขา โดยเฉลี่ยจะเปิดปีละ 10 สาขา นอกจากนี้จะเพิ่มโปรดักท์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 8 โปรดักท์ และจะเพิ่มช่องทางจัดจำหน่ายขายผ่านเว็บไซต์ และบัตรเครดิต สำหรับช่องทางขายผ่านเว็บไซต์ จะได้เห็นภายในไตรมาส 4 ปีนี้ หรือไตรมาส 1 ปีหน้า ส่วนช่องทางขายผ่านบัตรเครดิตเริ่มทำแล้ว

สำหรับปี 2553 ผ่านมาแล้ว 9 เดือน อัญรัตน์ ยังเชื่อว่าหากไม่มีอะไรผิดพลาด ปีนี้บริษัทอาจมีกำไรสุทธิประมาณ 88 ล้านบาท (ปี 2552 มีกำไรสุทธิ 60 ล้านบาท ครึ่งปี 2553 มีกำไรสุทธิ 44 ล้านบาท) และมีรายได้ขยายตัวประมาณ 20% ซึ่งเป็นตัวเลขที่นักวิเคราะห์คาดการณ์

ปัจจุบันบริษัทพยายามผลักดันยอดขายผ่านกรุงไทยลิสซิ่ง ให้ขยายตัวประมาณ 30-40% ขณะเดียวกันก็ยังเดินหน้าควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่าย อย่างปีนี้คาดว่าต้นทุนขายจะลดลงประมาณ 3% และยังได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก 30% เหลือ 20% จากการจดทะเบียนในตลาด mai ในส่วนของคุณภาพเพชร JUBILE นำเข้าจากเบลเยียม ซึ่งเป็นศูนย์เจียระไนเพชรรายใหญ่ 1 ใน 5 ของโลก ต้นทุนการผลิตก็ใกล้เคียงกับอินเตอร์แบรนด์

อย่างไรก็ตาม อัญรัตน์ ยอมรับ “จุดด้อย” ข้อหนึ่งนักลงทุนยังไม่เข้าใจคิดว่าความต้องการเครื่องประดับมีมากมายจริง หรือ ในความเป็นจริงอุตสาหกรรมเครื่องประดับยังเติบโตอีกมาก บางคนอาจไม่เชื่อเพราะไม่มีใครเคยทำวิจัย แต่เราในฐานะผู้ประกอบการมองว่าตลาดนี้ยังมีการเติบโต อย่างปีนี้ตลาดค้าปลีกอาจขยายตัวประมาณ 5%

ซีเอฟโอสาวบริษัทค้า เครื่องประดับ กล่าวทิ้งท้ายเธอไม่ชำนาญในการเล่นหุ้น แต่เมื่อมีเงินจะเก็บไว้เป็นเงินสดและนำไปซื้อกองทุนประมาณ 60% ลงทุนในเพชรประมาณ 40% ที่ผ่านมาการลงทุนส่วนใหญ่จะให้ผลตอบแทนดีกว่าฝากแบงก์ ส่วนข่าวดีสำหรับผู้ถือหุ้น ปีนี้ “มีลุ้น” จ่ายเงินปันผลมากกว่า 0.30 บาท (ครึ่งปีจ่ายไปแล้ว 0.15 บาท)

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *