ยุทธศาสตร์ บริษัทจดทะเบียน

KCE เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ กับ พิธาน องค์โฆษิต

ถ้าผมสามารถทำ กำไรของ KCE ให้ ‘นิ่ง’ ไม่หวือหวา และให้ผลตอบแทนที่ดี นักลงทุนก็พร้อมจะควักเงินซื้อหุ้นเรา ‘ของดี’ ใครๆ ก็ต้องอยากเป็นเจ้าของ

พิธาน องค์โฆษิต ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บมจ.เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ เป็นหนึ่งในนักลงทุน “รุ่นใหม่” ที่ชื่นชอบลงทุน “หุ้นคุณค่า” ในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา (พฤศจิกายน 2552 – สิงหาคม 2553) เขาเข้าเก็บหุ้น KCE ในตลาดหลักทรัพย์จำนวน 7,750,000 หุ้น มูลค่า 54.32 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ย 7.01 บาท

ปัจจุบันพิธานอายุ 29 ปี จบปริญญาโทจาก Cornell University สหรัฐอเมริกา เป็นบุตรชายคนที่ 2 ในจำนวนทั้งหมด 3 คน ของ บัญชา-วรลักษณ์ องค์โฆษิต หนุ่มคนนี้คือ “ไม้สอง” เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ รุ่นต่อไป

พิธาน เล่าให้กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ฟังว่า เป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบการลงทุนผ่านตลาดหุ้น โดยเฉพาะ “หุ้นคุณค่า” (หุ้นพื้นฐานดี) เขาให้เหตุผลง่ายๆ “หุ้นประเภทนี้เล่นยังไงก็ได้กำไร” แต่จะไม่เล่นหุ้นที่มีดีแค่ไซส์ใหญ่แต่ไร้เสน่ห์ดึงดูด

ตั้งแต่เริ่มเล่นหุ้นจริงจังเมื่อปี 2552 เขาบอกว่า ได้กำไรมาตลอดประมาณ 3-4 เท่าตัวแล้ว ตัวที่สร้างผลงานยอดเยี่ยมให้กับพอร์ตมากที่สุดคือหุ้น CPF ได้กำไรมาแล้วประมาณ 100% ตอนที่เริ่มซื้อราคาไม่ถึง 10 บาท ปัจจุบันราคาขึ้นไป 25-26 บาทแล้ว คาดว่าอีกสักพักจะทยอยขายทำกำไรออกมาบ้าง

ผู้บริหารหนุ่มอธิบายจุดที่มองว่าหุ้นตัวนี้ “ดี” ต่างจากนักลงทุนส่วนใหญ่ที่มองว่า ซีพีเอฟหันมาทำธุรกิจอาหารสำเร็จรูปเช่นเกี๊ยวกุ้ง ส่งผลให้มีมาร์จินมากขึ้น แต่ในมุมของผมมองว่าตรงนั้นไม่ใช่ประเด็นหลัก แต่เกิดจากการที่บริษัทมี “ต้นทุนลดลง” ต่อเนื่อง ขณะเดียวกันธุรกิจหลักของซีพีเอฟก็มี “การเติบโต” ขึ้นต่อเนื่องต่างหาก

สเต็ปก้าวต่อไปของพิธาน กำลังเล็งจะช้อนหุ้นไดนาสตี้เซรามิค (DCC) แต่จะรอให้ราคาลดลงต่ำกว่านี้หน่อย เพราะราคา 42.50 บาท ถือว่า “แพงเกินไป” เหตุที่สนใจหุ้น DCC เพราะหลายปีที่ผ่านมาพิสูจน์ว่าบริษัทแกร่งจริง ผลการดำเนินงานเติบโตขึ้นต่อเนื่อง ไม่กี่ปีมาร์เก็ตแคปขึ้นมาถึง 17,000 ล้านบาท ขณะที่กำไรขั้นต้นก็สูงถึง 40% ถ้าวิเคราะห์คู่แข่งในอุตสาหกรรม 6 ราย มีแค่ 2 ราย คือ “เครือซิเมนต์ไทย” และ “ไดนาสตี้” ที่เป็นผู้นำตลาด

สำหรับหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ก็น่าสนใจ เพียงแต่ตอนนี้ “ราคาเวอร์” ไปหน่อย แต่ถ้าจะถือยาว 1 ปี ตัวใหญ่ก็ยังซื้อได้ ปีนี้คงจ่ายเงินปันผลดีมาก ส่วนหุ้นกลุ่มอื่นๆ ต้องขอวิเคราะห์งบการเงินไตรมาส 2 ก่อน การลงทุนในตลาดหุ้น “อย่ารีบร้อน..ดีที่สุด”

“ปัจจุบันพอร์ตลงทุนของผมมีมูลค่าไม่สูงมากนัก ส่วนใหญ่ลงทุนอยู่ในหุ้น 3 ตัว คือ CPF? TRUE และ KCE (ของครอบครัว) อย่างหุ้น TRUE ซื้อมาตอน 3 บาท ตัวนี้ได้กำไรพอสมควร”

สำหรับเคล็ดลับการลงทุน พิธาน บอกว่า ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษส่วนใหญ่จะดูพื้นฐาน หุ้นที่ถ้าเจอแล้วจะ “ช้อน” ทันที คือ หุ้นที่ผลการดำเนินงานเติบโต และมีแนวโน้มว่าไตรมาสต่อๆ ไปจะเติบโตได้ต่อเนื่อง ส่วนตัวไม่ชอบเล่นหุ้นแบบ Day Trade เพื่อนผมเล่นกันเยอะมาก เขาจะใช้กลยุทธ์ “ซื้อ(ตาม)ตอนขึ้น-ขายตอนลง” ส่วนตัวไม่กล้าเสี่ยง ยอมรับว่าไม่ถนัดจริงๆ

ส่วนการขายหุ้นไม่มีเป้าหมายกำไรขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและสถานการณ์ ถ้าคิดว่าศึกษารายละเอียดมาดีแล้วก็ไม่กลัวภาวะตลาด ถือคติว่า “ซื้อของดีแล้วต้องโกยกำไรสูงๆ” ปัจจุบันเปิดบัญชีเล่นหุ้นอยู่หลายโบรกเกอร์

สำหรับมุมมองต่อหุ้น KCE ในฐานะผู้บริหาร ถ้าในปี 2553 บริษัทสามารถทำกำไรสุทธิได้ตามเป้า 700 ล้านบาท (ครึ่งปีแรกมีกำไรสุทธิ 342 ล้านบาท) ราคาหุ้นก็ต้องมากกว่าราคาปัจจุบันที่ 10 บาท เพราะปัจจุบันหุ้น KCE ซื้อขายต่ำกว่าค่า P/E ของกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่สูง 14-15 เท่า

“วันนี้ผมมีหุ้น KCE ประมาณ 2-3% (ณ 1 เมษายน 2553 ถืออยู่ 9.76 ล้านหุ้น สัดส่วน 2.11%) ตั้งใจจะเก็บให้ได้ 5% (ประมาณ 23 ล้านหุ้น) เพราะถ้าเศรษฐกิจดีโดยปกติอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์จะเติบโตมากกว่า อุตสาหกรรมอื่นๆ ที่จริงราคาหุ้น KCE ควรไปไกลกว่านี้ แต่เป็นเพราะที่ผ่านมากำไรของเราไม่นิ่งทำให้นักลงทุนไม่มั่นใจ แต่จากนี้ไปทุกคนจะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลง”

สำหรับเป้าหมายของ KCE ในช่วง 3 ปีข้างหน้า (2553-2555) ทายาทรุ่นที่สองของบริษัท บอกว่า เรามีเป้าหมายอยากเห็นผลตอบแทนจากเงินปันผลให้อยู่ระดับประมาณ 5% จากปัจจุบันที่อยู่ 1-2% และมีรายได้ 400 ล้านดอลลาร์ หรือขยายตัวปีละ 20-25% นี่คือ “ธง” ที่จะพยายามทำให้สำเร็จ จากปีนี้ที่บริษัทคงเป้ารายได้ที่ 240 ล้านดอลลาร์ หรือเติบโต 30-40% ส่วนปี 2554 รายได้อาจขยายตัวประมาณ 20% เพราะจะมีกำลังการผลิตใหม่เพิ่มเข้ามา และจะขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่

เรื่องที่คุณอาจสนใจ  ยูเนี่ยน อินทราโก้ UIC หุ้นเติบโตตัวใหม่

นอกจากนี้ บริษัทอยากมีโรงงานทองแดงเพื่อป้อนวัตถุดิบให้เคซีอี ตั้งใจจะสร้างบนพื้นที่ตรงลาดกระบัง 15 ไร่ ลงทุนประมาณ 200-300 ล้านบาท จะทำให้ต้นทุนลดลงได้ถึง 2% แต่จะทำเองหรือร่วมมือกับใครคงต้องรอดูอีกครั้ง

“จริงอยู่ผมอายุยังน้อยและมีประสบการณ์ไม่มาก แต่ผมก็รักที่จะเรียนรู้จากคนที่มีประสบการณ์ ใครเก่งด้านไหนก็ฟังแล้วนำมาปรับใช้ ผมเข้ามาเรียนรู้ธุรกิจของครอบครัวตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปี 2550 ตอนนั้นทำอยู่ฝ่ายวิศวกรรม จากนั้นก็ไปเรียนต่อโทที่ Johnson Graduate School of? Management มหาวิทยาลัยคอร์แนล แต่ช่วงที่เรียนก็ยังทำงานให้บริษัทด้านงานขาย เพิ่งกลับมาเมื่อปีที่แล้ว”

เขาบอกว่า “พ่อ” (บัญชา องค์โฆษิต) ไม่ได้ตั้งเป้าหมายอะไรกับลูก ไม่ได้บอกว่าจะเกษียณเมื่อไรแต่คาดว่าท่านคงอยู่เบื้องหน้าอีก 1-2 ปี จากนั้นคงไปอยู่เบื้องหลัง เพราะในบริษัทพ่อเป็นคนเดียวที่รู้เรื่องเทคนิคดีที่สุดแล้ว

“มีคนถามว่าทำไมไม่ให้พี่ชายคนโต ?อรรถสิทธิ์ องค์โฆษิต? ดูแลกิจการ ทำไมพ่อถึงเลือกผม จริงๆ พ่อไม่ได้เลือกว่าต้องเป็นใคร แต่ผมแสดงความสนใจเองอีกอย่างพี่ชายถนัดงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มากกว่า ส่วนน้องสาว “ชุตินาถ องค์โฆษิต” ปัจจุบันอายุ 25 ปี ดูแลเรื่องโปรแกรมต่างๆ ของบริษัท”

Bangkok BizNews

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *