ยุทธศาสตร์ บริษัทจดทะเบียน

MAJOR กับอีกครึ่งปีที่เหลือ

ช่วง 2ปี ที่กิจการไม่สู้ดี วิชา พูลวรลักษณ์ ปลีกวิเวกออกจากพื้นที่ข่าว วันนี้เขากลับมาพร้อมความมั่นใจ ‘เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์’ กลับมาแล้ว!

นับตั้งแต่การหลอมรวมแม่น้ำสองสายของสองพี่น้องตระกูลพูลวรลักษณ์ บมจ.อีจีวี เอนเตอร์เทนเมนท์ (EGV) เข้าเป็นเนื้อเดียวกับ บมจ.เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป? (MAJOR) เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2547 เส้นทางการเติบโตของเมเจอร์ก็เหมือน “ติดปีกบิน” เพราะหลังจากนั้น วิชา พูลวรลักษณ์ ทายาทจำเริญ พูลวรลักษณ์ มีการขยายธุรกิจออกไปอย่างกว้างขวาง ขณะที่รายได้และกำไรสุทธิของเมเจอร์ทำ “จุดสูงสุด” ในปี 2550 มีรายได้รวม 6,593 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,226 ล้านบาท

ขณะที่เมเจอร์กำลังรุ่งโรจน์ใกล้ถึงขีดสุดช่วงปี 2549 วิชา และภรรยา ได้ Cash-Out ครั้งใหญ่ขายหุ้นบิ๊กล็อต MAJOR หลายครั้ง ส่วนของวิชา 1,200 ล้านบาท ขณะที่ ภารดี พูลวรลักษณ์ (ภรรยา) ก็ขายหุ้น MAJOR ออกมาในช่วงเดียวกัน 504 ล้านบาท รวมกันประมาณ 1,700 ล้านบาท แล้วนำเงินไปลงในกิจการ แมคโดนัลด์ (ประเทศไทย) รวมทั้งรุกธุรกิจโรงแรมหรูส่วนตัวในชื่อ วี โฮเต็ล ราชเทวี และ วี วิลลาส์ หัวหิน

ในช่วงปี 2551-2552 ผลการดำเนินงานของเมเจอร์ก็ตกลงอย่างฮวบฮาบ ขณะเดียวกันบริษัทที่เมเจอร์เข้าไปลงทุนหลายแห่งผลการดำเนินงานก็ไม่ดีอย่าง ที่คิด ไม่ว่าจะเป็นสยามฟิวเจอร์ ดีเวลอปเมนท์ (SF) ที่ดีช่วงแรกแล้วช็อตเอาดื้อๆ ส่วนแคลิฟอร์เนีย ฟิตเนส (CAWOW) และทราฟฟิกคอร์นเนอร์โฮลดิ้งส์ (ปัจจุบันคือ MPIC) แย่มาตลอด

ช่วงที่ผลการดำเนินงานเมเจอร์ไม่สู้ดี วิชา พูลวรลักษณ์ ได้ หลบออกจากพื้นที่ข่าวไปพักใหญ่ แต่วงจรธุรกิจมีขึ้นมีลงการกลับมาเล่นในบทบาท Marketing Man ที่ถนัด ผ่านกลยุทธ์ใหม่ Strategic Movie Marketing ประกอบกับหนังจากฮอลลีวู้ดเริ่มกลับมาฟื้นตัว นี่คือเงาสะท้อนว่า..เมเจอร์กำลัง “คืนฟอร์ม”

วิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป กล่าวด้วยสีหน้ามั่นใจกับกรุงเทพธุรกิจ BizWeek ว่า ทิศทางของเมเจอร์ในปี 2553 และปี 2554 กำลังสดใสอย่างที่ไม่ได้เห็นมานานแล้ว ดูง่ายๆ อย่างงบการเงินไตรมาส 2/2553 ที่ฟื้นตัวชัดเจนด้วยกำไรสุทธิ 151.50 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2552 ที่มีกำไรสุทธิเพียง 13.30 ล้านบาท แม้รายได้รวมจะลดลงประมาณ 1.65% ซึ่งเป็นผลมาจากการชุมนุมทางการเมือง

“ผ่านมาครึ่งปีก็รู้แล้วว่าเป้าหมายรายได้ที่ตั้งไว้เติบโต 10% ในปีนี้ (2553) คงทะลุได้แน่ กำไรสุทธิแค่ 6 เดือนแรกก็เท่ากับ 85% ของกำไรทั้งปีก่อนแล้วนี่ยังเหลืออีกตั้งครึ่งปี แต่อย่าถามผมเรื่องกำไรสิ้นปีหรือราคาหุ้น MAJOR ลองไปอ่านบทวิเคราะห์ดูเองว่าปีนี้กำไรจะออกมาดีมาก” นี่คือ “คำคุย” แบบไม่มีกั๊กของเจ้าพ่อโรงหนัง

เขาเผยว่า แนวโน้มไตรมาส 3/2553 รายได้จากธุรกิจภาพยนตร์จะเติบโตมาก รวมถึงรายได้จากโฆษณาในโรงภาพยนตร์ก็โตด้วย ส่วนหนึ่งมาจากโปรโมชั่นตั๋วหนังสำหรับนักเรียนและมูฟวี่เดย์ที่ลดราคาตั๋ว เหลือ 80 บาท คนเลยดูหนังกันมากขึ้น

ส่วนแนวโน้มในปี 2554 เขาคุยไม่ยั้งว่าจะดียิ่งกว่าปีนี้อีก ตอนนี้หนังฮอลลีวู้ดกำลังฟื้นตัวปีหน้าจะได้ชมภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์หลายเรื่อง ที่คาดว่าจะ “ทำเงิน” เช่น แฮร์รี่ พอร์ตเตอร์ สมเด็จพระนเรศวร ไพเวทออฟดิคาริเบียน ทรานส์ฟอร์เมอร์ ฯลฯ ขออย่างเดียวอย่าให้มี “กีฬาสี” (เหลือง-แดง) อีกไม่งั้นตัวใครตัวมัน

วิชา ยังบอกอีกว่าธุรกิจทีวีดาวเทียม M Channel (บ.เมเจอร์ กันตนา บรอดแคสติ้ง ถือหุ้น 50%) ที่ร่วมทุนกับกันตนากรุ๊ป เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 น่าจะเป็น ?ดาวรุ่ง? ในอนาคตได้ แม้จะมีสัดส่วนรายได้ไม่มากแต่มาช่วยต่อยอดธุรกิจบันเทิงให้สมบูรณ์แบบขึ้น คาดว่าจะทำรายได้ปีแรก 50 ล้านบาท ปีที่สอง 100 ล้านบาท และปีต่อไปจะโต 10% ทุกปี

สำหรับแผนการลงทุนในอนาคต? ล่าสุดบอร์ดเพิ่งอนุมัติให้เพิ่มงบลงทุนอีก 350 ล้านบาทจากเดิม 450 ล้านบาทรวมเป็น 800 ล้านบาท ก้อนใหญ่ 400 ล้านบาทจะลงทุนที่ประเทศอินเดียเพิ่มจะเพิ่มการลงทุนในบริษัท พีวีอาร์ ซึ่งเป็นพันธมิตรธุรกิจโรงภาพยนตร์และเปิดเลนโบว์ลิ่งเพิ่มเติม ส่วนที่เหลือจะลงทุนในประเทศตามปกติ

ส่วนที่เป็น ?ไฮไลต์? ของเมเจอร์อีกหนึ่งปีข้างหน้าคือการลงทุนในโครงการ ?เมกา บางนา? ของสยามฟิวเจอร์ ดีเวลอปเมนท์ (SF) ที่เมเจอร์ถือหุ้น 22.93% โดยจะเข้ามาเป็น Entertainment Partner? เตรียมเงินลงทุนไว้ 800-1,000 ล้านบาท จะสร้างโรงหนังทั้งหมด 16 โรง รวมกว่า 5,000 ที่นั่ง สนามไอซ์สเกต ฟิตเนส และเลนโบว์ลิ่ง 30 เลน พื้นที่รวมกว่า 25,000 ตารางเมตร จะเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดของเมเจอร์ ตอนนี้กำลังหาชื่อแบรนด์ใหม่อยู่

?การร่วมมือกับ SF ครั้งนี้จะช่วยให้เมเจอร์มีการเติบโตที่มีนัยสำคัญในอนาคต ถึงตอนนั้น (ปลายปี 2554-ต้นปี 2555) เราน่าจะมีโรงหนังรวม 4,000 จอเรียบร้อยแล้ว?

เรื่องที่คุณอาจสนใจ  หุ้น 10 เด้ง SAT สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์

ถามถึงความเป็นไปได้ที่จะซื้อหุ้น SF เพิ่ม วิชาบอกว่า “คงไม่” เพราะถ้าถือถึง 25% จะต้องรวมงบการเงินเข้าด้วยกันซึ่งไม่ใช่นโยบายของบอร์ดบริหาร ส่วนแคลิฟอร์เนีย ฟิตเนส (CAWOW) ที่ปัจจุบันเหลือหุ้นไม่ถึง 20% จะยังมีความร่วมมือกันอยู่หรือไม่

“ปัจจุบันผมยังนั่งเป็นกรรมการอยู่ เราก็มีการพูดคุยเรื่องแผนธุรกิจกันเรื่อยๆ สาเหตุที่ต้องตัดสินใจ “ตัดทิ้ง” (ขายหุ้นออก) เพราะผู้ถือหุ้นเมเจอร์ไม่ชอบใจที่ต้องแบกรับผลขาดทุนทุกปี แต่หลังจากปรับแผนมาเน้นลูกค้าจ่ายรายเดือนและยกเลิกสมาชิกตลอดชีพ ครึ่งปีแรกกระแสเงินสดเริ่มเป็นบวกแล้วเพราะสามารถโฟกัสลูกค้าได้มากขึ้น เร็วๆ นี้จะมีกำไรสุทธิแน่นอน”

วิชาบอกว่า แคลิฟอร์เนีย ฟิตเนสกำลังเดินมาถูกทางแล้ว ถามว่าจะขายหุ้นอีกหรือไม่ตอนนี้ไม่รู้แต่อนาคตถ้าเขาไม่ขาดทุนแล้วเมเจอร์ อาจจะซื้อหุ้นเพิ่มอีกก็ได้ ส่วนการลงทุนในเอ็ม พิคเจอร์ส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ (MPIC) สัดส่วน 65.39% บริษัทนี้อย่าประเมินไตรมาสต่อไตรมาสขอให้ดูภาพรวมทั้งปีจะดีกว่า เพราะบางช่วงอาจจะไม่มีหนังเข้าฉายรายได้จะน้อย แต่บางช่วงอย่างไตรมาสสามปีนี้มีหนังเข้าฉายเยอะ รายได้บริษัทนี้อาจจะขึ้นๆ ลงๆ แต่แนวโน้มดีขึ้น…”ปีนี้ MPIC มีกำไรแน่นอนจะมากหรือน้อยเท่านั้นเอง”

ถามถึงโอกาสที่จะ ?เทคโอเวอร์? ธุรกิจอื่น เจ้าพ่อโรงหนังตอบว่า สถานะการเงินตอนนี้ “เราสบายมาก” หนี้ต่อทุนแค่ 0.5 เท่า แต่ต้องขอ ?พัก? เรื่องนี้ไว้ก่อนขอไปโฟกัสธุรกิจที่มีอยู่ให้ดีที่สุดเสียก่อน

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *