ยุทธศาสตร์ บริษัทจดทะเบียน

PATKL บริษัท พัฒน์กล จำกัด (มหาชน)

ผิดพลาดจากทั้งธุรกิจหลักและเอทานอลจนต้องเข้าแผนฟื้นฟูกิจการ ‘กว่าสามปี’ ในมุมเจ้าของเชื่อว่า ‘พัฒน์กล’ จะฟื้นวิกฤติได้อย่างสง่างามพัฒน์กล

กว่า 40 ปีของการดำรงอยู่บนเส้นทางธุรกิจ ปิยะ จงวัฒนา ประธานกรรมการบริหาร บมจ.พัฒน์กล แทบไม่เคยรู้เลยว่า การเป็นบริษัทใหญ่ที่มียอดขายปีละ 2,000-3,000 ล้านบาท ได้กลบปิด “จุดอ่อน” ของบริษัทที่สะสมมานานจนกลายเป็นเรื่องปกติ

ในปี 2549 พัฒน์กลลิงโลดที่ได้ก้าวเข้าสู่ธุรกิจใหม่ คือ ธุรกิจพลังงานทดแทน โดยรับการว่าจ้างให้สร้างโรงงานไบโอเอทานอลจากลูกค้า 2 รายใหญ่ ได้แก่ ราชบุรีเอทานอล? โรงงานขนาด 150,000 ลิตรต่อวัน? มูลค่าโครงการ 500 ล้านบาท และ ทีพีเค เอทานอล? จังหวัดนครราชสีมา โรงงานขนาด 1,020,000 ลิตรต่อวัน? มูลค่าโครงการ 2,921 ล้านบาท

ความไม่เชี่ยวชาญในธุรกิจใหม่ทำให้บริษัทเริ่มประสบปัญหาการก่อสร้าง วัตถุดิบมีราคาสูงขึ้น และตามติดมาด้วยปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงิน จนกระทั่งในปี 2552? ปิยะยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ ต่อศาลล้มละลายกลาง เท่ากับบริษัท “เจ๊ง” มีหนี้สินล้นพ้นตัวกว่า 3,000 ล้านบาท ตกตะลึงกันไปทั้งวงการ

เถ้าแก่ปิยะ เปิดใจกับกรุงเทพธุรกิจ BizWeek ว่า หลังจากที่ต้องเข้าแผนฟื้นฟูกิจการ ช่วงเวลาดังกล่าวได้ใช้เวลามานั่งมองย้อนการทำงานที่ผ่านมา ที่ปรึกษาย้ำว่าอย่ามองเพียงแค่ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากธุรกิจเอทานอลอย่างเดียว ในที่สุดจึงพบว่าองค์กรมีอายุถึง 40 ปี มีการทำงานที่ “ไม่มีประสิทธิภาพ” ฝังอยู่มากมาย เช่นไม่เคยให้ความสำคัญกับการต่อรองราคาอย่างจริงจัง ไม่มีระบบ IT ที่ดีพอจึงไม่รู้ต้นทุนการดำเนินงานที่แท้จริง จึงใช้ช่วงเวลาวิกฤติ ?เคลียร์ปัญหา? ที่เกิดขึ้น เช่น ระบบแบ็คออฟฟิศ ระบบการเงิน รวมถึงตัดไขมันส่วนเกินออกจากองค์กร

?การที่เราอยู่ในแผนฟื้นฟูเราเลยปลดคนงานที่ไม่มีประสิทธิภาพออกไปได้ จากเดิมเคยมีคนงาน 1,600 คน ลดเหลือเพียง 880 คน แต่กลับทำรายได้มากกว่าเดิม รวมถึงปรับปรุงระบบงานให้รับรู้ต้นทุนอย่างรวดเร็ว ตั้งเป้าหมายการทำงานให้แต่ละยูนิตเน้นผลกำไรมีการวัดผลด้วยเป้า (KPI) ผลคือปีที่ผ่านมาเรามีรายได้รวมประมาณ 3,000-3,200 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิสูงสุดตั้งแต่ตั้งบริษัทมา?

?ขอให้มั่นใจได้ว่าเราจะออกจากแผนฟื้นฟูฯอย่างมั่นคงไม่ง่องแง่งแน่นอน? ปิยะ กล่าว

สำหรับความคืบหน้าในชั้นศาลถึงตอนนี้กำลังรอศาลล้มละลายกลางนัดพิจารณาคดีซึ่งล่าช้าออกไปเพราะเกิดน้ำท่วม คาดว่าใช้เวลานัดพิจารณาและตัดสินภายใน 1-2 เดือนนี้ สำหรับคดีความที่บริษัทยื่นฟ้องต่อ บริษัท ทีพีเค เอทานอล และธนาคารทหารไทย ในข้อหาผิดสัญญาซื้อขายจากการที่บริษัทรับจ้างสร้างโรงงานผลิตเอทานอลจำนวน 3 โรง มูลค่า 512 ล้านบาท คดีนี้ ปิยะ บอกว่า ขอเพียงแค่ฟ้องบอกเลิกสัญญาไม่ใช่เรียกค่าเสียหาย สาเหตุเพราะมีการเปลี่ยนแปลงสัญญาก่อสร้างบ่อยครั้งจนเราไม่ต้องการจะสร้างต่อแล้ว

?เอาเป็นว่าเราไม่แฮปปี้ที่จะทำงานต่อแล้วเรื่องรายละเอียดถ้าผมให้สัมภาษณ์ไปจะดูไม่ดี เอาเป็นว่าเราคงสู้ต่อในชั้นอุทธรณ์หรือสู้จนถึงที่สุด?

ในช่วงวิกฤติบริษัทได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าหนี้รายใหญ่คือ ธนาคารกรุงเทพ ที่ยังเห็นคุณค่าของพัฒน์กล เขาเชื่อว่าบริษัททำงานจริงจัง ไม่โกง ไม่ล้มบนฟูก จึงตัดสินใจแฮร์คัตหนี้บางส่วนและยืดหนี้ให้ยาวขึ้นเป็น 10 ปี รวมถึงแปลงหนี้เป็นทุนโดยเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นสัดส่วน 9.98% ทำให้เราสามารถยืนอยู่ได้

?แบงก์กรุงเทพคงรอให้หุ้น PATKL มีแวลูขึ้นมาก่อนถึงจะขายออกไป ส่วนกลุ่มจงวัฒนาจะซื้อต่อหรือไม่คงต้องดูเงินในกระเป๋าก่อน แต่ความตั้งใจเราต้องการจะรับหุ้นต่อ ที่ผ่านมาเขาพอใจกับแผนงานของเรามากเพราะแต่เดิมตั้งเป้ารายได้เพียง 2,000 ล้านบาท แต่เราทำได้ถึง 3,000 ล้านบาท?

ส่วนสถานะการเงินตอนนี้? ปิยะ ยอมรับว่าหนี้สินต่อทุน ?ไม่ค่อยสวย? แต่ก็มีเงินสดพอใช้หมุนเวียนได้โดยไม่ต้องไปกู้เพิ่ม ดอกเบี้ยส่วนใหญ่ก็เป็นเงินกู้ระยะยาวหมดแล้วและได้อัตราใหม่ที่ถูกลง ส่วนผลขาดทุนสะสมตอนนี้มีอยู่ร่วม ?พันล้านบาท? แต่อย่าเพิ่งตกใจเพราะงบขาดทุนส่วนนี้เป็นส่วนที่ถูกแฮร์คัตจะถูกหักออกไปเมื่อศาลสั่งให้พ้นจากแผนฟื้นฟูแล้วยังไม่สามารถระบุตัวเลขได้ตามกฎหมาย ช่วงแรกๆ คงยังไม่มีเงินสดส่วนเกินแต่ก็พอที่จะใช้หมุนเวียนแน่นอน

สำหรับแผนธุรกิจต่อจากนี้ เขาบอกว่า สองปีที่ผ่านมาบริษัทมียอดขายดีขึ้นเพราะธุรกิจส่งออกอาหารโดยเฉพาะไก่เติบโตสูงซึ่งจำเป็นต้องสั่งเครื่องทำความเย็นจากเรา นอกจากนี้การบริโภคภายในอย่างพวกอาหารแช่งแข็ง นม น้ำดื่มก็เติบโต กล่าวได้เต็มปากว่าพัฒน์กลคือ Food Engineer ผู้อยู่เบื้องหลังวงการอุตสาหกรรมอาหาร ลูกค้าหลักๆ คือ ซีพีเอฟ, ทียูเอฟ, พรานทะเล พวกนี้ใช้บริการเราทั้งนั้น ถือว่าเดินอยู่บนธุรกิจที่ไม่มีฟุบ

อนาคตของพัฒน์กลต่อจากนี้ ปิยะ กล่าวว่า กำลังจะบุกตลาดอาเซียนเต็มตัว ตอนนี้ได้ไปเปิดสำนักงานตัวแทนที่ประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ แล้ว เพื่อขยายตลาดเครื่องทำน้ำแข็งรวมถึงบริการด้านเครื่องทำความเย็น จากเดิมที่พัฒน์กลเป็นผู้ประกอบการผลิตเครื่องทำความเย็นและตู้แช่อันดับต้นๆ ของภูมิภาคอยู่แล้ว ที่ผ่านมาบริษัทได้ส่งออกและสร้างห้องเย็นในประเทศศรีลังกา เวียดนาม บังกลาเทศ มาแล้ว อย่างในอาเซียน เช่น อินโดนีเซียตลาดอาหารแช่แข็งเขาใหญ่มากแต่การจัดการยังไม่ดีพอ เราสามารถไปมีส่วนร่วมตรงนี้ได้

?เรามีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศจากตอนนี้ 23% เป็น 25% ในปีนี้ โดยรายได้จากส่วนนี้เติบโต 10% ถ้าผู้ผลิตอาหารไทยไปลงทุนในต่างประเทศอย่างกลุ่มซีพีเราก็จะตามไปให้บริการด้วยเช่นกัน?

ปิยะ บอกว่าจากนี้คงต้องโฟกัสที่ธุรกิจหลักคือ ธุรกิจผลิตเครื่องทำน้ำแข็งและความเย็นก่อน ส่วนธุรกิจเอทานอลคงหยุดดูนโยบายภาครัฐให้ชัดก่อน แต่คงลงมาจับงานผลิตโรงงานขนาดเล็กๆ 200-300 ล้านบาท เพราะหาผู้รับงานกลุ่มนี้น้อย คาดว่าช่วง 2-3 ปีจากนี้บริษัทจะไม่มีการลงทุนหนักที่ต้องใช้เงินเยอะ แต่จะหันมาเน้นเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดีขึ้น จากตอนนี้ทำได้ 70-80% แล้ว และอัตรากำไรสุทธิทำได้ถึง 8% นโยบายธุรกิจคงเน้นเติบโตแบบคอนเซอร์เวทีฟเป็นหลัก

สำหรับเป้าหมายปี 2555 ขอไม่คาดหวังสูงเพราะการเมืองยังไม่แน่นอนสูง ค่าเงินก็ไม่แน่นอน เศรษฐกิจโลกก็วุ่นวาย เลยขอตั้งเป้าแบบคอนเซอร์เวทีฟคือเท่ากับปีที่แล้ว 3,000-3,200 ล้านบาท แต่ถ้าไทยไม่มีภัยพิบัติหรือการเมืองสงบ เศรษฐกิจโลกไม่เกิดวิกฤติ ปีต่อๆ ไปน่าจะมีการเติบโต 10% โดยไฮไลต์สำคัญน่าจะมาจากรายได้ต่างประเทศที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะไม่ต้องการไปแข่งราคากับตลาดในประเทศมากนัก

ภารกิจสำคัญหลังจากนี้คือการเร่งนำบริษัทออกจากแผนฟื้นฟูฯ เพราะคู่ค้าสำคัญหลายรายไม่สามารถทำธุรกิจกับพัฒน์กลได้คาดว่าจะออกได้ใน “ไตรมาสสอง” ปีนี้? ส่วนเรื่องกลับเข้ามาเทรดในตลาดหุ้นอีกครั้งคงต้องตามกฎคือมีกำไรติดต่อกัน 3 ไตรมาส จึงน่าจะเป็น ?ปีหน้า? (2556) ซึ่งตอนนี้ส่วนของทุนเป็นบวกแล้ว

?ถ้าแนวโน้มธุรกิจยังเป็นแบบนี้ คาดว่าเราจะสามารถจ่ายคืนหนี้ได้ทั้งหมดใน 5-6 ปี ไม่น่าถึง 10 ปี หน้าที่ของผมคือการสร้างความมั่นใจให้ผู้ถือหุ้นว่ากำไรของเราจะไม่ขึ้นๆ ลงๆ อีกแล้ว มีแต่จะวิ่งขึ้น รับรองได้ว่าเรามีทางออกแน่นอน และจะออกจากแผนฟื้นฟูอย่างสง่างามด้วย? ทั้งหมดนี่คือ บทเรียนของ ปิยะ จงวัฒนา เถ้าแก่พัฒน์กลผู้ “ล้มแล้วลุก”..ไม่ “เจ๊ง” ก่อนก็คงไม่ค้นพบตัวเอง

เรื่องที่คุณอาจสนใจ  ทฤษฏีสองสูง

กรุงเทพธุรกิจ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *