SMT สตาร์ส ไมโคร ปีก่อนสะสมพลัง-ปีนี้ขอทะยาน

“เราคาดว่าปี 2553 รายได้และกำไรสุทธิจะเติบโตมากกว่า 40% ปกติอุตสาหกรรมนี้ จะมีไฮซีซันในไตรมาสที่สาม แต่ปีนี้ของเราจะเติบโตทุกไตรมาส”

บมจ.สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งการประกอบและทดสอบแผงรวมวงจรไฟฟ้า (IC Chip) ให้กับลูกค้าชั้นนำระดับโลก บริษัทดำเนินธุรกิจมาเพียง 14 ปี แต่ดำเนินธุรกิจเชิงรุกด้วยกลยุทธ์ 3 High ได้แก่ High-Tech มุ่งเน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงสุด High-Growth จับตลาดผลิตภัณฑ์ที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างรวดเร็ว และ High Margin มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ High-end ที่มีผลกำไรต่อหน่วยสูง

นอกจากนี้ น้องใหม่กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รายนี้ประกาศขอเป็น “เบอร์หนึ่ง” ในแง่ผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) ที่จะเริ่มเห็นผลงานภายในปีนี้

?ปีที่แล้วเป็นปีที่เราสะสมพลังงานเพื่อที่จะเทคออฟในปีนี้? พล ศักดิ์ เลิศพุฒิภิญโญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) กล่าวกับกรุงเทพธุรกิจ BizWeek

ปีที่แล้วบริษัทนี้มีรายได้รวม 11,115 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 9% แต่สามารถทำกำไรสุทธิได้ 267 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 33% ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดของบริษัทและคิดเป็นอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิสูงสุดใน อุตสาหกรรม
พลศักดิ์ ย้ำว่าการเติบโตดังกล่าวไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ถ้าดูสถิติบริษัทย้อนหลัง 4 ปี มีรายได้เติบโตเฉลี่ยปีละ 27.75% มีอัตรากำไรสุทธิต่อ EBITDA เติบโตเฉลี่ย 39% ทุกปี ตัวกำไรสุทธิก็เพิ่มขึ้นถึง 5 เท่าตัว ปัจจัยความสำเร็จมาจากกลยุทธ์ 3 High ได้แก่ High-Tech, High-Growth และ High Margin

ส่วนสาเหตุที่มั่นใจว่าปีนี้ผลการดำเนินงานของบริษัทจะทะยาน (เทคออฟ) บริษัทได้เซ็นสัญญาเพิ่มการผลิตหน้าจอทัชสกรีนให้กับบริษัทสมาร์ทโฟนรายใหญ่ ของโลกแห่งหนึ่ง และเซ็นสัญญาระยะยาวกับลูกค้ารายใหม่หนึ่งรายสัญชาติญี่ปุ่นและยุโรป แม้ตลาดหลักของบริษัทจะอยู่ที่สหรัฐอเมริกาก็ไม่มีผลกระทบ เพราะปลายทางสินค้าถูกส่งไปประเทศในเอเชียอย่างญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้

“สองสัญญานี้ ทำให้สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ ก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตจอทัชสกรีนรายใหญ่ของโลก ยอดขายจอทัชสกรีนจะเติบโตขึ้นถึง 250% จากปีที่แล้ว”

อีกด้านคือได้รับออเดอร์ผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์เพิ่มขึ้นกว่า 60% จากลูกค้าซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่หนึ่งในสี่ของโลกที่เพิ่งรับพนักงานใหม่ กว่าหนึ่งหมื่นคน นอกจากนี้ยังเพิ่มการผลิตเซ็นเซอร์วัดระดับลมยางหรือ Tire Pressure Monitoring System อีกกว่า 60% ทำให้บริษัทมีมาร์เกตแชร์กว่า 50% ในตลาดสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังเซ็นสัญญาลูกค้าใหม่อีกสามรายในสายธุรกิจชิ้นส่วนไมโคร อิเล็กทรอนิกส์ หรือ MMA และเซ็นสัญญากับสองลูกค้าใหม่ในสายธุรกิจ IC Chip บริษัทจึงต้องลงทุน 100 ล้านบาท เพิ่มเครื่องจักรการผลิตและรับพนักงานเพิ่ม 2,000 คน ทำให้สินค้า MMA มีการผลิตเพิ่มเป็น 100 ล้านชิ้นต่อปี และ IC Chip ผลิต 1,200 ล้านชิ้นต่อปี

“โดยสรุปแล้วเราคาดว่าปี 2553 รายได้และกำไรสุทธิจะเติบโตมากกว่า 40% ปกติอุตสาหกรรมนี้จะมีไฮซีซันในไตรมาสสาม แต่ปีนี้ของเราจะเติบโตทุกไตรมาส? ผลประโยชน์ทางภาษีที่เรายังเหลืออีก 5 ปี ทำให้อัตรากำไรสุทธิของเราในปีนี้จะเพิ่มเป็น 3% จากปีที่แล้ว 2.4% ไม่แน่ว่าอาจจะได้เห็นถึง 4% ด้วยซ้ำ” เขาคุย

จุดน่าสนใจอีกประการคือหนี้สินต่อทุนที่มีภาระดอกเบี้ยของบริษัทลดลง อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันอยู่ที่ 0.58 เท่าจากเดิม 1.59 เท่า ตอนนี้บริษัทยังไม่มีแผนการลงทุนหนักๆ อีกหลายปี สถานะการเงินไม่มีปัญหาแน่

ถามว่าแล้วปีต่อๆ ไปยังจะดีเหมือนกับปีนี้อีกหรือไม่ พลศักดิ์ ชี้แจงว่า ภาพรวมธุรกิจผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ในปี 2553 คาดว่าจะเติบโต 10% ขณะที่อุตสาหกรรมสมาร์ทโฟนกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วตามกระแสเทคโนโลยี 3G และอินเทอร์เน็ตไร้สาย ส่วนฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ปัจจุบันถูกย่อส่วนเข้าไปอยู่ในเครื่องเล่น อิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น สำหรับ IC Chip ที่ใช้ในรถยนต์กฎหมายสหรัฐฯกำหนดให้รถทุกคันต้องติดตั้ง ขณะที่มีการผลิตรถยนต์ 10 ล้านคันต่อปีดีมานด์ยังมีอีกมาก

“กำลังการผลิตของเราปัจจุบัน 1,280 ล้านชิ้นต่อปี คาดว่าจะอยู่ในระดับนี้อีกหลายปี และอุตสาหกรรมนี้กำลังอยู่ในวงจรขาขึ้นอีกครั้งซึ่งจะกินเวลาประมาณ 4 ปี”

สำหรับอนาคตหุ้น SMT พลศักดิ์ ชี้ว่า กำไรสุทธิที่มีแนวโน้มสูงขึ้นผลตอบแทนย่อมเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ปัจจุบันบริษัทมี ROE อยู่ที่ 19.5% ที่สำคัญพี/อี เรโช อยู่ที่ 9-10 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมอยู่ที่ 11-12 เท่า ยังพอมีอัพไซด์ให้ทำกำไรได้

“ปีนี้ เราน่าจะสร้างผลตอบแทนการลงทุน (ROE) ได้มากกว่า 20% หุ้นของเราน่าจะส่องแสงในตลาดหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ” ซีอีโอ สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) กล่าวปิดท้าย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *