ข้อมูลพื้นฐานหุ้น

SPACK บริษัท เอส. แพ็ค แอนด์ พริ้นท์ จำกัด (มหาชน)

บริษัท เอส. แพ็ค แอนด์ พริ้นท์ จำกัด (มหาชน) ฯ และบริษัทย่อยดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายกล่องกระดาษ และรับจ้างพิมพ์หนังสือ โดยสามารถแบ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์กล่องกระดาษได้เป็น 2 กลุ่ม คือ กล่องพิมพ์พาณิชย์ (Commercial Printing) และกล่องลูกฟูก (Corrugated Box) ปัจจุบันบริษัทฯ มีทุนจดทะเบียนและเรียกชำระแล้วทั้งสิ้น 300 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญ จำนวน 300 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท

บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีโรงงานอยู่ 2 แห่ง โดยบริษัทฯ มีโรงงานตั้งอยู่ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ดำเนินการผลิตกล่องพิมพ์พาณิชย์ ?กล่องลูกฟูก และกระดาษลูกฟูกขนาดลอน C และ ลอน B โดยมีกำลังการผลิตการพิมพ์ออฟเซ็ทได้ 41.72 ล้านแผ่นต่อปี และกำลังการผลิตกระดาษลูกฟูก 39.96 ล้านตารางเมตรต่อปี ซึ่งฐานลูกค้าส่วนใหญ่ของบริษัทฯ ตั้งอยู่ในเขตภาคใต้ และลูกค้าบางส่วนในเขตกรุงเทพฯ และภาคกลาง สำหรับบริษัทย่อยมีโรงงานตั้งอยู่ที่เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ เน้นฐานลูกค้าในเขตกรุงเทพฯ และภาคกลาง ดำเนินธุรกิจผลิตกล่องพิมพ์พาณิชย์ และกระดาษลูกฟูกขนาดลอน E เพื่อใช้สำหรับผลิตกล่องพับแข็งปะลอน โดยมีกำลังการผลิตการพิมพ์ออฟเซ็ทได้ 101.24 ล้านแผ่นต่อปี และกำลังการผลิตกระดาษลูกฟูก (ลอน E) ?9.01 ล้านตารางเมตรต่อปี จากการเพิ่มทุนในปี 2547 ของบริษัทฯ ทำให้บริษัทย่อยสามารถก่อสร้างโรงงานผลิตกระดาษลูกฟูกเพื่อใช้เอง โดยที่มิต้องซื้อกระดาษลูกฟูกขนาดลอน C และ B จากบริษัทฯ หรือบริษัทอื่น ๆ ในละแวกใกล้เคียง ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ และบริษัทย่อยได้รับการรับรองคุณภาพมาตรฐานสากล ISO 9001: 2000

บริษัทฯ มีสัดส่วนยอดจำหน่ายภายในประเทศกว่าร้อยละ 98 อย่างไรก็ตาม ลูกค้าส่วนใหญ่ของบริษัทฯ และบริษัทย่อยเป็นผู้ผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก ดังนั้นบริษัทฯ และบริษัทย่อยจึงเป็นผู้ส่งออกทางอ้อม (Indirect Export) โดยลูกค้าของบริษัทฯ และบริษัทย่อยเป็นผู้ผลิตสินค้าในตลาดบน (Hi-End) และตลาดกลาง (Mid-End) ซึ่งลูกค้ากลุ่มหลักของบริษัทฯ และบริษัทย่อย ได้แก่ ผู้ผลิตถุงมือยาง ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และผู้ผลิตอาหารแช่แข็ง ซึ่งด้วยทำเลที่ตั้งของบริษัทฯ และบริษัทย่อย ทำให้เอื้อประโยชน์ในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้เป็นอย่างดี

ในรอบปี 2552 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีรายได้รวมทั้งสิ้น 1,017 ล้านบาท ลดลง 138 ล้านบาทจากยอดขาย 1,155 ล้านบาท ในปี 2551 หรือคิดเป็นร้อยละ 11.95 เนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจและการเงินโลก มีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็คทรอนิคส์ ?ตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ของปี2551 ?แม้ว่ายอดขายในกลุ่มอุตสาหกรรมถุงมือยางจะดีขึ้นยังไม่สามารถทำให้ยอดขายโดยรวมเพิ่มขึ้นได้

บริษัทย่อย เริ่มมีกำไรและประกาศจ่ายปันผลโดยในปี 2552 ที่ประชุมคณะกรรมการของบริษัทฯ ครั้งที่ 5/2552 เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2552 มีมติอนุมัติให้มีการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากการดำเนินงานตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ? ธันวาคม 2552 ในอัตราหุ้นละ 7.75 บาท รวมเป็นเงินปันผลจ่ายทั้งสิ้น 15.50 ล้านบาท ซึ่งกำหนดให้มีการจ่ายเงินปันผลในวันที่ 29 มกราคม 2552 และที่ประชุมคณะกรรมการของบริษัทฯ ครั้งที่ 3/2552 เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2552 มีมติอนุมัติให้มีการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากการดำเนินงานตั้งแต่เดือนมกราคม ? มิถุนายน 2552 ในอัตราหุ้นละ 9.00 บาท รวมเป็นเงินปันผลจ่ายทั้งสิ้น 19.50 ล้านบาท โดยกำหนดให้จ่ายเงินปันผลในวันที่ 30 มกราคม 2552 ซึ่งบริษัทฯ ได้รับรู้เป็นรายได้เงินปันผลรับ

ตั้งแต่ปลายปี 2548 บริษัท ได้เข้าไปลงทุนในบริษัท โรงพิมพ์ตะวันออก จำกัด (มหาชน) โดยเล็งเห็นว่าเป็นโรงพิมพ์ขนาดใหญ่ มีศักยภาพการพิมพ์ทั้งภายในและภายนอกประเทศ รวมทั้งภาครัฐก็มีการส่งเสริมอุตสาหกรรมการพิมพ์เพื่อการส่งออก โดยลงทุนซื้อหุ้นสามัญจำนวน 43.28 ล้านหุ้น และใบสำคัญแสดงสิทธิ์ จำนวน 43.05 หน่วย จากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ซึ่งลงทุนเพียงร้อยละ 14.49 มูลค่าการลงทุนทั้งสิ้น 174.40 ล้านบาท ?และในเดือนมีนาคม 2549 บริษัทฯ ได้แปลงใบสำคัญแสดงสิทธิ์ 43.05 ล้านหน่วยเป็นหุ้นสามัญ ซึ่งจะทำให้บริษัทฯ ถือหุ้นรวมจำนวน 86.33 ล้านหุ้นเท่ากับร้อยละ 22.40 ของหุ้นทั้งหมดของบริษัท โรงพิมพ์ตะวันออก จำกัด (มหาชน) ตลอดปี 2549 บริษัทฯ ยังคงลงทุนอย่างต่อเนื่อง จนถึง ณ 31 ธันวาคม 2551 บริษัทฯ ลงทุนในบริษัท โรงพิมพ์ตะวันออก จำกัด (มหาชน) ถึงร้อยละ 27.11 ด้วยมูลค่าการลงทุนทั้งสิ้น 218.47 ล้านบาท ซึ่งทำให้บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนตามวิธีส่วนได้เสีย-บริษัทร่วมในปี 2552 จำนวน 24.69 ล้านบาท

โครงสร้างรายได้ของบริษัท

1. กล่องพิมพ์ offset 55%

2. กล่องลูกฟูก 32%

3. รับจ้างพิมพ์ 12%

กระดาษ offet มีสองแบบ พิมพ์สีได้และคมชัด เอาไว้ใส่สินค้าเพื่อตั้งโชว์ กล่องบรรจุอาหาร กล่องถุงมือยาง น้ำหนักเบา

เรื่องที่คุณอาจสนใจ  วิเคราะห์หุ้น TPAC บริษัท พลาสติค และหีบห่อไทย จำกัด (มหาชน)

offset อีกแบบรับน้ำหนักสินค้าได้มากขึ้น เป็นลูกค้ากลุ่ม Hi-End พวก brandname ทั้งหลาย เช่นกล่องเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็คฯ

กล่องลูกฟูก แข็งแรงทนกว่า offet แต่สวยน้อยกว่า ซึ่งราคาจะถูกกว่า

รับจ้างพิมพ์พวก ตำราเรียน นิตยสารรายปักษ์ รายเดือนต่างๆ

ต้องบริหารวัตถุดิบให้ดี คือกระดาษ

พึ่งลูกค้าใหญ่
ในปี 2551 และ ปี 2552 ลูกค้า 5 รายแรก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกค้าประจำของบริษัทฯ และบริษัทย่อยมียอดการสั่งซื้อรวมกันทั้งสิ้นประมาณร้อยละ 66 และร้อยละ 58 ของยอดการจำหน่ายรวม ส่วนที่เหลือเป็นลูกค้ารายย่อยซึ่งมีการซื้อสินค้าในปริมาณที่เพิ่มขึ้น ทำให้บริษัทฯ และบริษัทย่อย ยังคงมีการพึ่งพาลูกค้ารายใหญ่อยู่ โดยปัจจุบันรายได้ของบริษัทฯ และบริษัทย่อย ประมาณร้อยละ 31.9 และร้อยละ 30.4 ในปี 2551 และ ปี 2552 มาจากลูกค้ารายหนึ่ง ซึ่งเป็นบริษัทคนกลางในการซื้อขายบรรจุภัณฑ์ของบริษัทฯ เพื่อจำหน่ายให้แก่บริษัทญี่ปุ่นซึ่งเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ 2 ราย อย่างไรก็ตาม เพื่อลดความเสี่ยงในการชำระหนี้ บริษัทฯ และบริษัทย่อยจะเน้นการขายสินค้าให้กับลูกค้าที่มีสภาพคล่องเพียงพอ และมีประวัติการชำระหนี้ที่ดี รวมทั้งการสร้างฐานลูกค้ารายใหม่ๆ ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพิงลูกค้ารายใดรายหนึ่งมากเกินไป

ลูกค้าของบริษัทฯ และบริษัทย่อยส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกโดยสามารถแยกตามกลุ่มธุรกิจได้เป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่
1.เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
2.ถุงมือยาง
3.อาหารแช่แข็ง
4.เครื่องกระป๋อง
5.อาหารและเครื่องดื่ม

2 thoughts on “SPACK บริษัท เอส. แพ็ค แอนด์ พริ้นท์ จำกัด (มหาชน)

  1. จะว่าไปแล้ว SPACK กับ EPCO มีข่าวควบรวมกันหลายครั้งละ ก็ยังไม่ได้ควบซักที SPACK ถือหุ้น EPCO อยู่ 24% ถือหุ้นใหญ่เลย ยังไม่ควบกันซักที แต่รายได้ของทั้งสองบริษัทก็ทรงๆ นะ ไม่ได้โตอะไรมากมาย เหมาะเล่นปันผลเพราะงบการเงินก็ค่อนข้างดีทีเดียว

    SPACK PE=8
    EPCO PE=8

    เหมือนกันเลย 😀

    ยังเคยมีข่าวว่า SCG จะมาซื้อ SPACK ก็ว่ากันไปตามข่าว

  2. SPACK ช่วงนี้เด็กแนวแนะสะสมหุ้น EPCO โดยจับประเด็นจากกระแสข่าวที่จะมีใครเข้ามาซื้อกิจการ โดยขายหุ้นออกไปที่ราคา 2 บาท ซึ่งจะส่งผลให้ spack ที่ถือหุ้นอยู่ 24% มีกำไรจากการขายถึง 130 ล้านบาท เห็นตัวเลขตามนี้เด็กแนวประเมินง่ายๆ ว่าถ้าผลประกอบการปี 53 เป็นแบบเดียวกับปี 52 คือกำไรราว 120-125 ล้านบาท เมื่อบวกก้อนนี้เข้าไปจะทำให้กำไรกลายเป็นเท่าตัว และมี EPS ที่ 80 ตังค์ไปเลย ค่า PE จะเหลือ 4.4 เท่า หากให้เหมาะสมที่ 6 เท่าอย่างต่ำๆมูลค่าพื้นฐานก็ปาเข้าไป 4.80 บาท กราฟสวยซะด้วยดิ แนวต้านสั้นตามทฤษฏี W-Shape อยู่ที่ 3.80 บาท น่าสนใจรึเปล่าติ๊กต่อก ๆๆๆๆ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *