ยุทธศาสตร์ บริษัทจดทะเบียน

SSI อนาคตของ สหวิริยาสตีล

สหวิริยาเบนเข็มซื้อโรงถลุงเหล็กในอังกฤษ บ่ายหน้าลงทุนนอกด้วยวิธีซื้อกิจการ ผ่าทางตัน พร้อมเปิด “ทางลัด” ธุรกิจของสหวิริยา

ปัญหา ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม กลายเป็นปัญหาหนักอกหนักใจของนักอุตสาหกรรมในพ.ศ.นี้ โดยเฉพาะกรณีนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดที่สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ร่วมกับชาวมาบตาพุด จ.ระยอง จำนวน 43 ราย ยื่นฟ้องต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

โดยขอให้ศาลเพิกถอนมติคณะรัฐมนตรีที่อนุญาตให้ออกใบอนุญาตแก่โรงงาน โดยไม่ได้ยึดหลักตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 67 ที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และขอให้ศาลระงับโครงการในเขตมาบตาพุด และบ้านฉาง ไว้จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา

ส่งผลให้กว่า 76 โครงการในมาบตาพุดต้องระงับการดำเนินการชั่วคราวเป็นเวลานานกว่า 1 ปี มูลค่าโครงการลงทุนรวมกว่า 3 แสนล้านบาท???? ?
แม้ล่าสุดศาลปกครองกลางจะพิพากษาปลดล็อค 74 ใน 76 โครงการมาบตาพุด โดยยึดตาม 11 ประเภทกิจการรุนแรงที่บอร์ดสิ่งแวดล้อมนำเสนอครม.

ทว่า ปัญหาก็ยังไม่จบลงง่ายๆ เมื่อมีกระแสข่าวว่า เครือข่ายประชาชนภาคตะวันออกจะชุมนุมปิดล้อมนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดในวันที่ 30 กันยายนนี้ เพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยกับประกาศของบอร์ดสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เรื่องประเภทกิจการรุนแรง 11 ประเภทกิจการ ซึ่งปรับลดลงจาก 18 ประเภทกิจการตามที่คณะกรรมการ 4 ฝ่ายเคยนำเสนอ

ไม่เพียงโครงการในมาบตาพุด อภิมหาอมตะนิรันดร์กาลโปรเจคอย่าง โครงการโรงถลุงเหล็กของเครือสหวิริยา มูลค่าโครงการรวมกว่า 5 แสนล้านบาทในระยะเวลาดำเนินการ 15 ปี? ซึ่งใช้เวลาผลักดันโครงการมายาวนาน สุดท้ายต้องพับโครงการ

จากแรงต่อต้านจากเอ็นจีโอและกลุ่มคนในพื้นที่ที่ไม่ต้องการให้โครงการ ขนาดใหญ่เกิดขึ้นในพื้นที่อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ นั่นประการหนึ่ง

อีกประการหนึ่งคือ การเอาแน่เอานอนไม่ได้กับนโยบายของรัฐ ที่บางรัฐบาลพร้อมจะสนับสนุน ขณะที่บางรัฐบาลอย่างประชาธิปปัตย์ต้องบอกว่า “หันหลัง” ให้กับโครงการนี้ เพราะต้องเผชิญกับแรงกดดันในกรณีมาบตาพุด

เมื่อโครงการขาดความชัดเจน ทำให้สถาบันการเงินขาดความเชื่อมั่นในการปล่อยสินเชื่อ ดังนั้นที่ผ่านมาเครือสหวิริยาจึงประสบปัญหาในการจัดหาแหล่งเงินกู้ใน โครงการนี้มาตลอด

เมื่อโครงการทำท่าจะไม่ไปไหน เครือสหวิริยาจึงตัดสินใจ “ผ่าทางตัน” ด้วยการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ Corus UK Limited (Corus) บริษัทในกลุ่ม Tata Steel Group ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กรายใหญ่ของโลก เพื่อแสดงความต้องการเข้าซื้อสินทรัพย์โรงงานถลุงเหล็ก Teesside Cast Products (TCP) ของ Corus มูลค่าประมาณ 500 ล้านดอลลาร์

นอกจากจะเป็นการ “พลิกเกม” ธุรกิจจากสารพัดปัญหารุมเร้าแล้ว กรณีนี้ยังกลายเป็น “กรณีตัวอย่าง” ที่สะท้อนถึงการ “ถอดใจ” ของผู้ประกอบการกับการผุดโครงการขนาดใหญ่ในประเทศ

วิน วิริยประไพกิจ กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทสหวิริยาสตีลอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือ SSI ลูกชาย วิทย์ วิริยประไพกิจ (ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเครือสหวิริยา) ผู้สานฝันของพ่อที่ต้องการเป็นผู้ผลิตเหล็กครบวงจรในอาเซียน ให้เหตุผลของ “ฟางเส้นสุดท้าย” ที่ทำให้เครือสหวิริยาประกาศหยุดเดินหน้าโครงการตั้งแต่เดือนมกราคมปีที่ ผ่านมา และเลือกที่จะออกไปลุยโครงการนอกประเทศแทนว่า

แผนการซื้อ Corus จะช่วยให้เครือสหวิริยาสามารถเดินหน้าขยายธุรกิจต่อไปได้ หลังไม่สามารถผุดโครงการก่อสร้างโรงถลุงเหล็กต้นน้ำในไทย จากการต่อต้านการก่อสร้างค่อนข้างรุนแรงจากคนในพื้นที่ และนโยบายที่ไม่ชัดเจนของรัฐบาลว่าจะยังคงสนับสนุนโครงการนี้ต่อไปหรือไม่

“การซื้อทรัพย์สินดีลนี้ เป็นการต่อยอดให้เครือสหวิริยาเป็นโรงงานผลิตเหล็กแท่งแบน (Slab) ซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนเป็นของตัวเอง ส่งผลให้เครือสหวิริยากลายเป็นผู้ผลิตเหล็กครบวงจรรายใหญ่ในอาเซียนไปโดย ปริยาย”

นอกจากนี้ ยังทำให้เครือสหวิริยาสามารถควบคุมคุณภาพการผลิตให้ตรงกับความต้องการมาก ขึ้น และยังสามารถควบคุมต้นทุนการผลิตจากการมีวัตถุดิบเป็นของตัวเอง ลดความผันผวนของราคาเหล็กในตลาดโลก

ดีลนี้ยังประหยัดต้นทุนในการสร้างโรงถลุงเหล็กใหม่ที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก

โดยเขาเปรียบเทียบกับโรงถลุงเหล็กแห่งใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นที่บราซิล มีมูลค่าการลงทุนสูงมากราว 6,000 ล้านดอลลาร์ มีกำลังการผลิตประมาณ 5 ล้านตันต่อปี

วงเงินต่างกันลิบลับกับการซื้อสินทรัพย์ในดีลนี้ ที่ใช้เงินเพียง 500 ล้านดอลลาร์เท่านั้น

“บทเรียน” จากความล่าช้าในการผุดโรงงานถลุงเหล็กในประเทศ ประกอบกับมูลค่าเงินลงทุนที่สูง ทำให้เครือสหวิริยามองเห็น “ทางลัด” ในการดำเนินธุรกิจ

โดยวินบอกว่า ต่อจากนี้ไปเครือสหวิริยาจะให้ “น้ำหนัก” ในการเข้าไปซื้อกิจการจากบรรดาผู้ผลิตเหล็กรายเดิมที่ไม่สามารถดำเนินกิจการ ต่อไปได้ หรือไม่ก็เลือกที่จะเป็น “พันธมิตร” ทางธุรกิจ เพราะเร็วกว่า ปัญหาน้อยกว่า

โดยมีเป้าหมายที่จะขยายกำลังการผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนในปี 2555 ให้ได้ 3 ล้านตัน

?ปัจจุบันเรามีการผลิตเหล็กที่ 1.8 ล้านตัน ปี 2553 จะต้องเพิ่มกำลังการผลิตให้ได้ 2.7 ล้านตัน ในแง่ของยอดขายในปี 2553 ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 50,000 ล้านบาท จากปี 2552 ที่มียอดขาย 33,000? ล้านบาท

หากดีลนี้จบเร็วทันในปีนี้ SSI จะรับรู้รายได้ตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นไป? เขาระบุ

กับการสอบถามถึงกระแสการต่อต้านดีลนี้ที่ไป “ปักหลัก” ในอังกฤษ วินบอกว่า…หลังจากที่ได้ประกาศดีลนี้ออกไปก็ยังไม่พบแรงต้านจากคนอังกฤษใน พื้นที่

ทั้งนี้น่าจะเป็นเพราะในประเทศอังกฤษมีการควบคุมเรื่องมลภาวะอย่างเข้มงวด จึงไม่มีปัญหาการต่อต้านจากประชาชน

ขณะที่กรณีของสหวิริยานั้น มีการมองกันว่า เป็นเพราะทางบริษัทไม่ยอมลงทุนเรื่องเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมตั้งแต่แรกเริ่ม เนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนมากถึง 2 หมื่นล้านบาท

สุดท้ายเมื่อทนแรงต้านในพื้นที่ไม่ไหว จึงต้องยอมลงทุนเทคโนโลยีนี้

แต่ก็ช้าเกินไป..เพราะปัญหาเริ่มบานปลาย

อย่างไรก็ตามแหล่งข่าวในแวดวงอุตสาหกรรมเหล็กได้มองถึงกรณีที่เครือสหวิ ริยาเข้าไปซื้อทรัพย์สินจากกลุ่ม TATA? Group ว่าเป็นราคาที่ “ถูกมาก” หากเทียบกับเทคโนโลยีที่ทาง Teesside มีอยู่

การตัดสินใจของเครือสหวิริยาในแนวทางนี้จึงเป็นการตัดสินใจที่ถูก

ขณะที่ ดร.อรรชกา สีบุญเรือง บริมเบิล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ มองว่า หากโครงการโรงเหล็กถลุงของเครือสหวิริยาต้องพับไป สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ การที่ประเทศไทยสูญเสียโอกาสในการลงทุนเป็นแสนล้าน โดยเงินทุนจะไหลออกไปลงทุนนอกประเทศแทน

นอกจากนี้การเกิดขึ้นของอุตสาหกรรมต้นน้ำจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมในประเทศ ที่ใช้เหล็กเป็นวัตถุดิบในการผลิต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ และปิโตรเคมี และยังลดการขาดดุลการค้าจากการนำเข้าเหล็กจากต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม การเข้าซื้อโรงถลุงเหล็ก TCP? ของเครือสหวิริยาในครั้งนี้ เลขาธิการบีโอไอตั้งข้อสังเกตว่า อาจจะไม่คุ้มค่าในการลงทุน เนื่องจากต้นทุนด้านการขนส่ง Slab จากอังกฤษมายังประเทศไทยค่อนข้างสูง จากระยะทางที่ไกลมาก

เรื่องที่คุณอาจสนใจ  IHL องอาจ ดำรงสกุลวงษ์ การันตีไม่สะเทือนบัลลังก์ ในวันที่ไร้ "ซูมิโตโม" ถือหุ้น

นอกจากนี้ การที่โรงถลุงเหล็กแห่งนี้ต้องซื้อสินแร่เหล็ก (Pig Iron) มาจากประเทศที่อยู่ห่างไกล เช่น ออสเตรเลีย ทำให้มีต้นทุนการขนส่งสูงเช่นกัน ยิ่งต้องส่ง Slab มายังอาเซียนจะทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นแน่นอน

อรรชกายังบ่นเสียดายที่ประเทศไทยไม่สามารถสร้างโครงการโรงถลุงเหล็กต้น น้ำได้ ทั้งๆ ที่ประเทศไทยก็มีบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ โดยปัจจุบันเทคโนโลยีด้านนี้ก็พัฒนาไปมาก ประเทศไทยเองก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าชาติอื่นๆ? เทคโนโลยีในการลดมลภาวะต่างๆ ก็มีประสิทธิภาพสูงขึ้น

“ประเทศญี่ปุ่นก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีโรงถลุงเหล็กต้นน้ำ หรือโรงไฟฟ้าถ่านหินตั้งอยู่ในเมือง และไม่มีปัญหาแต่อย่างใด หากบ้านเรายังกังวลเรื่องนี้ ก็น่าจะหันมาดูว่าเทคโนโลยีที่มีใช้อยู่ในหลายๆ ประเทศไม่ได้ต่างจากเทคโนโลยีที่ไทยใช้อยู่” เลขาบีโอไอทิ้งท้าย

หากย้อนมองกลับไป จะเห็นได้ว่า มีผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมหนักหลายรายหันไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น เช่น บริษัทปูนซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจีและบริษัทในเครือ ที่วางเป้าหมายไว้ชัดเจนว่าจะเป็นผู้นำในอาเซียนในปี 2558 โดยเริ่มต้นไปเปิดตลาดมานานกว่า 10 ปีจากการส่งออกผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ได้แก่ กระเบื้องหลังคา สุขภัณฑ์ ก๊อกน้ำ และกระเบื้องเซรามิก ไปจำหน่าย

ปัจจุบันเอสซีจีมีการลงทุนโรงปูนซีเมนต์ในกัมพูชา โรงงานกระดาษในเวียดนาม และกำลังอยู่ระหว่างลงทุนโรงงานปิโตรเคมีในเวียดนาม

บริษัทบ้านปูก็ได้ขยายการลงทุนออกไปยังต่างประเทศทั้งในธุรกิจเหมืองแร่ และโรงไฟฟ้า เช่น อินโดนีเซีย ลาว และจีน ล่าสุดบ้านปู ยื่นข้อเสนอซื้อกิจการ “เซนเทนเนียล โคล” ผู้ผลิตถ่านหินอิสระรายใหญ่สุดของออสเตรเลีย

บริษัทปตท. ออกไปลงธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในต่างประเทศมาเป็นเวลานาน ก่อนจะขยับไปสู่การลงทุนธุรกิจปลูกปาล์มน้ำมัน และธุรกิจเหมืองถ่านหิน ในอินโดนีเซีย

บริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิงส์ เป็นเอกชนอีกรายที่เข้าไปบุกเบิกการทำธุรกิจไฟฟ้าในประเทศลาว โดยเฉพาะโครงการพลังงานน้ำ ที่ต้องอาศัยพื้นที่เป็นจำนวนมากในการก่อสร้างเขื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าและ ส่งกลับมายังประเทศไทย เป็นการลดแรงต้านของกลุ่มเอ็นจีโอและชาวบ้านในพื้นที่ที่รวมตัวกันอย่างเข้ม แข็ง

บริษัทผลิตไฟฟ้าอิสระ หรือเอ็กโก ก็เข้าไปลงทุนโรงไฟฟ้าในลาว จากข้อจำกัดในเรื่องสถานที่ตั้งโครงการและการต่อต้านที่ถือเป็นอุปสรรคสำคัญ ของการพัฒนาอุตสาหกรรมหนัก

ความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับการพัฒนาอุตสาหกรรม จึงกลายเป็นแรงส่งให้ภาคอุตสาหกรรมหนักของไทยต่างเบนเข็มไปลงทุนในต่างประเทศ

สวมบท เสือเผ่น
ลุย ‘พม่า-เวียดนาม’

นับตั้งแต่กรณีของไฟฟ้าบ่อนอก-หินกรูด มาจนถึงโรงถลุงเหล็กขนาดใหญ่ของเครือสหวิริยาที่มีแผนไปสร้างที่ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคิรีขันธ์ และได้รับการต่อต้านจากทั้งคนในพื้นที่ ถึงขนาดขึ้นป้ายสารพัดข้อความ เช่น ?มึงถม กูขวาง มึงสร้าง กูเผา?

จึงเป็นจุดหักเหสำคัญให้กับการพัฒนาอุตสาหกรรมหนักขนาดใหญ่ในเมืองไทย

โรงไฟฟ้าบ่อนอก-หินกรูด จึงต้องพับโครงการลงไปอย่างถาวร ตามมาด้วยโรงถลุงเหล็กต้นน้ำของเครือสหวิริยา ที่แทบจะมองไม่เห็นโอกาสที่จะฟื้นโครงการ

ชำนิ จันทร์ฉาย ผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรมเหล็ก ให้ความเห็นว่า การลงทุนในอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำขนาดใหญ่ในอนาคตจะต้องใช้ระยะเวลามากขึ้น เพราะขณะนี้ผู้คนเริ่มระแวงและไม่อยากให้โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ไปตั้ง อยู่ข้างๆ? บ้านของตัวเอง

เมื่อแนวโน้มเป็นเช่นนี้ จึงทำให้ในอนาคตการลงทุนของอุตสาหกรรมเหล็กในไทยจะเป็นพวกอุตสาหกรรมเหล็ก ปลายน้ำ ( Down Stream) มากกว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำ ( Up Stream ) เนื่องจากเหล็กขั้นปลายจะเป็นประเภทเหล็กขึ้นรูป สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้

?แน่นอนถ้าประเทศไทยลงทุนพวก Up Stream หรือต้นน้ำไม่ได้ เราเสียโอกาสแน่ๆ ความพยายามของกลุ่มผู้ประกอบการในตอนนี้คือ การพยายามเข้าไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า เวียดนาม ที่มีท่าเรือน้ำลึกแทน? เวียดนามยังมีสินแร่เหล็ก หรือพม่าก็มีถ่านหิน แต่แร่เหล็กนั้นส่วนใหญ่มาจากออสเตรเลีย?

ส่วนสิ่งที่ผู้บริโภคจะได้รับผลกระทบจากการที่ไทยไม่สามารถสร้างโรงถลุง เหล็กคือ การบริโภคเหล็กในราคาที่แพงขึ้น หากผู้ผลิตไม่สามารถผลิตเหล็กออกมาได้เต็มกำลังการผลิต บวกกับต้นทุนที่สูงขึ้นจากค่าขนส่ง หรือพลังงานไฟฟ้า

ชำนิบอกว่าปัจจุบัน ประเทศไทยผลิตเหล็กอยู่ประมาณ 10 ล้านตันต่อปี แต่การบริโภคโดยเฉลี่ยต่อคนต่อปีไม่ถึง 100 กิโลกรัม ขณะที่ประเทศที่เจริญจะบริโภคเหล็กถึง 1,000 กิโลกรัมต่อคนต่อปี มาเลเซีย เพื่อนบ้านของไทยก็ยังบริโภคเหล็กสูงกว่าไทยที่ 200-300 กิโลกรัมต่อคนต่อปี

?ความรุนแรงของการต่อต้านโครงการโรงเหล็กถลุงมีมากขึ้นเมื่อมีการเสีย ชีวิตของพนักงานที่ทำงานในโรงงานถลุงเหล็กที่บางสะพาน แม้ทางเครือสหวิริยาจะประชาสัมพันธ์และใช้กลยุทธ์ด้าน CSR อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ก็ยากที่จะเข้าไปดำเนินการใดๆ อีกต่อไปในพื้นที่?

เครือสหวิริยาเลยต้องเบนเข็มไปลงทุนในต่างประเทศแทน ซึ่งเขาเห็นว่า เป็นทางออกที่ดีในการแก้ไขปัญหาเพื่อรองรับกับการขยายกำลังการผลิตเหล็กแผ่น รีดร้อนในอนาคต

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *