ข้อมูลพื้นฐานหุ้น

TPOLY บริษัท ไทยโพลีคอนส์ จำกัด (มหาชน)

บริษัท ไทยโพลีคอนส์ จำกัด (มหาชน) (?บริษัท?) ก่อตั้งเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2531 ด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท โดยนายเจริญ จันทร์พลังศรี นายไชยณรงค์ จันทร์พลังศรี และนายสุรชา ตั๊นสถาพรชัย เพื่อประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งที่ผ่านมาจะเป็นประเภทศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน และอาคารสูงเพื่อพักอาศัย และโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงโรงผลิตไฟฟ้า โดยการให้บริการรับเหมาก่อสร้างดังกล่าวครอบคลุมถึงงานวิศวกรรมโยธา งานติดตั้งงานระบบวิศวกรรมต่าง ๆ และงานภูมิสถาปัตยกรรม (Landscape)

ในช่วงแรกนั้น บริษัทเริ่มต้นจากการเป็นผู้รับเหมาช่วง (Subcontractor) และเน้นงานก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมเป็นหลัก ต่อมาบริษัทได้ขยายธุรกิจเป็นผู้รับเหมาหลัก (Main Contractor) รับเหมาก่อสร้างให้ครอบคลุมอาคารประเภทอื่นๆ ด้วย ซึ่งมีมูลค่าก่อสร้างตั้งแต่โครงการขนาดกลางไปจนถึงงานก่อสร้างขนาดใหญ่และอาคารประเภทอื่น ๆ ด้วย เช่น ศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน และอาคารสูงเพื่อพักอาศัย รวมถึงโรงผลิตไฟฟ้า โดยการให้บริการรับเหมาก่อสร้างดังกล่าวครอบคลุมถึงงานวิศวกรรมโยธาและงานติดตั้งงานระบบวิศวกรรมต่าง ๆ ซึ่งบริษัทจะว่าจ้างผู้รับเหมาช่วงสำหรับงานบางประเภท ได้แก่ งานเสาเข็ม งานติดตั้งระบบไฟฟ้าและระบบประปา งานโครงหลังคาเหล็ก และงานอลูมิเนียม นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัท รายได้ของบริษัทมีการปรับตัวสูงขึ้นมาโดยตลอด จนถึงช่วงวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 ธุรกิจก่อสร้างทั้งระบบได้รับผลกระทบค่อนข้างสูง เนื่องจากธุรกิจต่าง ๆ ชะลอการลงทุนในทุกด้าน โดยเฉพาะด้านการก่อสร้างหรือการขยายงาน ทำให้ปริมาณงานก่อสร้างลดลง หลายบริษัทในธุรกิจรับเหมาก่อสร้างได้รับผลกระทบจนต้องปิดกิจการไป แต่จากวิสัยทัศน์ของผู้บริหารของบริษัทในการเลือกรับงานก่อสร้าง ซึ่งบริษัทจะพิจารณาจากความน่าเชื่อถือ? ฐานะทางการเงิน และความสามารถในการชำระค่าก่อสร้างของผู้ว่าจ้าง รวมถึงการที่บริษัทพยายามรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้จำหน่ายวัสดุก่อสร้าง ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้บริษัทสามารถฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจมาได้ ภายหลังช่วงวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 ภาครัฐเพิ่มการลงทุนในโครงการต่างๆ บริษัทจึงได้เริ่มเข้าประมูลงานของภาครัฐ และบริษัทได้เริ่มทำสัญญาก่อสร้างกับลูกค้าภาคเอกชน ในลักษณะที่บริษัทเป็นผู้ก่อสร้างและจะรับผิดชอบในการจัดหาวัสดุก่อสร้าง จากกลยุทธ์ดังกล่าวทำให้บริษัทมีรายได้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ บริษัทมีนโยบายที่จะรักษาอัตราการเติบโตของรายได้ไม่ให้ต่ำกว่าอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมก่อสร้างของประเทศ

ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างของบริษัท สามารถแบ่งได้ดังนี้

1 งานก่อสร้างอาคารสูงเพื่อที่พักอาศัยและศูนย์การค้า

ปัจจุบันอาคารสูงเพื่อที่พักอาศัยในเขตกรุงเทพมหานครมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่นิยมอาศัยในเขตเมือง อยู่ใกล้ระบบขนส่งมวลชน และมีราคาไม่สูง ซึ่งงานก่อสร้างอาคารสูงเพื่อที่พักอาศัยส่วนมากจะตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ส่วนงานก่อสร้างศูนย์การค้ามีทั้งที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร และจังหวัดใหญ่หัวเมืองใหญ่ ลูกค้าของงานก่อสร้างประเภทดังกล่าวจะเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีชื่อเสียง และผู้ประกอบการค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) เช่น อินเด็กซ์ลิฟวิ่งมอลล์ เป็นต้น

2. งานก่อสร้างอาคารสำนักงานขนาดใหญ่และอาคารโรงพยาบาล

บริษัทดำเนินธุรกิจรับเหมาก่อสร้างอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ ซึ่งประกอบไปด้วย อาคารสำนักงาน อาคารจอดรถ และถนนรอบอาคาร รวมถึงการรับเหมาก่อสร้างอาคารโรงพยาบาล โดยกลุ่มลูกค้าดังกล่าวมีทั้งภาคเอกชน? เช่น ผู้ประกอบการโรงแรมในประเทศ และภาครัฐบาล

3. งานก่อสร้างคลังสินค้า โรงงานอุตสาหกรรม และโรงผลิตไฟฟ้า

บริษัทดำเนินธุรกิจรับเหมาก่อสร้างคลังสินค้า โรงงานอุตสาหกรรม และโรงผลิตไฟฟ้า ให้แก่ บริษัทผู้ประกอบการทั้งในประเทศ และบริษัทข้ามชาติที่มาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย โดยงานก่อสร้างคลังสินค้า โรงงานอุตสาหกรรม และโรงผลิตไฟฟ้า ประกอบด้วย อาคารโรงงาน อาคารโรงงานไฟฟ้า อาคารคลังสินค้า อาคารสำนักงาน ระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ เช่น ถนน ระบบไฟฟ้า และระบบน้ำประปา เป็นต้น รวมทั้งสิ่งปลูกสร้างอื่นซึ่งเป็นส่วนประกอบ เช่น โรงจอดรถ เป็นต้น โดยลักษณะงานก่อสร้างดังกล่าว แบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ (1) งานก่อสร้างตามแบบ คือ ดำเนินการก่อสร้างตามแบบที่ผู้ว่าจ้างกำหนด และ (2) งานแบบเบ็ดเสร็จ (Turnkey Contract) คือ บริษัทจะให้บริการครบวงจรตั้งแต่การออกแบบโครงสร้าง และการก่อสร้าง ซึ่งจะทำให้บริษัทสามารถเสนอรูปแบบและวิธีการก่อสร้างที่เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้า ประหยัดต้นทุน และลดระยะเวลาการก่อสร้าง

4. งานก่อสร้างเพื่อตกแต่งและปรับปรุงอาคารทั้งภายในและภายนอก

บริษัทดำเนินธุรกิจรับเหมาก่อสร้างซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีและวัสดุสมัยใหม่ เพื่อตกแต่งและปรับปรุงอาคารทั้งภายในและภายนอก เช่น งานตกแต่งสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน งานปรับปรุงอาคารต้อนรับของโรงพยาบาลกรุงเทพ เป็นต้น

กลยุทธ์การแข่งขันและนโยบายในการดำเนินธุรกิจของบริษัทสามารถสรุปได้ดังนี้

1. คุณภาพของงานรับเหมาก่อสร้างของบริษัท

บริษัทมีคณะผู้บริหารที่มีประสบการณ์ด้านรับเหมาก่อสร้างเฉลี่ยนานกว่า 20 ปี มีความรู้ความชำนาญในการก่อสร้างและมีความเข้าใจในธุรกิจรับเหมาก่อสร้างเป็นอย่างดี และมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในอุตสาหกรรมก่อสร้าง และบริษัทมีความสามารถในการก่อสร้างให้กับโครงการที่ต้องการความเที่ยงตรง และความปลอดภัยสูง เช่น โครงการก่อสร้างโรงผลิตกระแสไฟฟ้า เป็นต้น นอกจากนี้ นับแต่บริษัทเริ่มจัดตั้งในปี 2531 บริษัทได้รับเหมาก่อสร้างมากว่า 100 โครงการ ซึ่งมีมูลค่าโครงการรวมกว่า 5,000 ล้านบาท ผลงานที่ผ่านมาของบริษัทมีคุณภาพ สามารถส่งมอบงานได้ตามกำหนด ซึ่งสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า จึงทำให้ลูกค้ามีความไว้วางใจและว่าจ้างให้บริษัทรับเหมาก่อสร้างในโครงการต่อไป รวมทั้งลูกค้ายังแนะนำลูกค้ารายอื่นให้กับบริษัทอีกด้วย

2. ความสามารถของทีมงานก่อสร้าง

แผนกพัฒนาสัญญาของบริษัททำหน้าที่ประเมินราคาก่อสร้าง ซึ่งมีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ทำงาน??? ทำให้ที่ผ่านมาบริษัทไม่เคยประเมินราคาก่อสร้างผิดพลาดจนส่งผลให้บริษัทประสบปัญหาขาดทุน ส่วนด้านการก่อสร้างบริษัทมีทีมวิศวกรที่มีความรู้ และความสามารถในการบริหารจัดการโครงการก่อสร้างให้สามารถก่อสร้างแล้วเสร็จตามกำหนด และควบคุมให้ต้นทุนการก่อสร้างให้อยู่ในระดับที่ไม่เกินต้นทุนที่ได้ประเมินราคาไว้? ส่วนด้านพนักงานรายวันซึ่งทำหน้าที่ก่อสร้าง บริษัทได้กำหนดให้ ผู้จัดการโครงการต้องอบรมพนักงานทุกคนก่อนเริ่มงานแต่ละวันเพื่อทำงาน ซึ่งจะเป็นการแจ้งความคืบหน้า การระวังอันตราย ซึ่งเป็นการช่วยลดอุบัติเหตุ และสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ นอกจากนี้ บริษัทมีนโยบายที่จะจ้างผู้รับเหมาช่วงเฉพาะที่มีผลงานที่มีคุณภาพ ส่งมอบงานตรงเวลา และมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น งานโครงหลังคาเหล็ก และงานหน้าต่างอลูมิเนียม เป็นต้น

3. การบริหารจัดการองค์กรได้ตามมาตรฐาน ISO 9001 : 2000

บริษัทได้นำระบบการบริหารจัดการองค์กรตามมาตรฐานสากลมาใช้ในการบริหารงาน โดยบริษัทได้การรับรองมาตรฐาน ISO 9001 : 2000 จากสถาบัน National Quality Assurance Limited ในด้านระบบการจัดการด้านคุณภาพ สำหรับงานก่อสร้างและงานวิศวกรรม ตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม 2549 และบริษัทได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 9001 : 2000 จากสถาบันวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2551 ซึ่งการนำระบบดังกล่าวมาใช้ ทำให้บริษัทสามารถบริหารจัดการทรัพยากรในด้านต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4. การบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

เรื่องที่คุณอาจสนใจ  TTTM บริษัท ไทยโทเรเท็กซ์ไทล์มิลลส์ จำกัด (มหาชน)

บริษัทมีระบบการจัดซื้อจัดจ้างที่มีประสิทธิภาพ และโปร่งใส กล่าวคือ บริษัทจะเปรียบเทียบราคาจำหน่ายอุปกรณ์และวัสดุก่อสร้าง และราคาค่าก่อสร้างของผู้รับเหมาช่วง เพื่อควบคุมต้นทุนการก่อสร้างให้อยู่ในงบประมาณที่ตั้งไว้ นอกจากนี้ บริษัทมีการบริหารจัดการอุปกรณ์ และวัสดุก่อสร้าง โดยการใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์ และวัสดุก่อสร้างอย่างคุ้มค่า และหากบริษัทมีวัสดุก่อสร้างเหลือใช้จากโครงการก่อนและยังอยู่ในสภาพดี บริษัทจะนำวัสดุก่อสร้างนั้นมาใช้กับโครงการอื่นต่อไป จากการบริหารจัดการดังกล่าว ทำให้บริษัทสามารถแข่งขันในตลาดที่มีการแข่งขันด้านราคาสูง เช่น ตลาดก่อสร้างคอนโดมิเนียม เป็นต้น

5. ความเชื่อมั่นของฐานะทางการเงินที่มั่นคง

บริษัทมีนโยบายบริหารจัดการทางการเงินให้มีสภาพคล่องและสัดส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นในระดับที่เหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า ผู้จัดจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง และผู้รับเหมาช่วง

6. การคัดเลือกโครงการและลูกค้า

บริษัทจะให้ความสำคัญกับการคัดเลือกโครงการที่จะเข้าร่วมประมูล โดยบริษัทจะให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือ ฐานะทางการเงินของผู้ว่าจ้าง และอัตรากำไรที่บริษัทคาดว่าจะได้รับจากโครงการนั้น รวมถึงการเลือกกลุ่มลูกค้าในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่บริษัทจะเข้าร่วมประมูล ซึ่งจากการที่ผู้บริหารให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว ทำให้บริษัทไม่ประสบปัญหาทางการเงิน และการเลือกลูกค้านั้น ทำให้บริษัทมีกลุ่มลูกค้าเฉพาะ (Niche Market) ได้แก่ โครงการก่อสร้างของภาครัฐในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งบริษัทได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยบริษัทจะเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราร้อยละ 3 ของรายได้ที่เกิดในพื้นที่ดังกล่าว

ลักษณะลูกค้า

บริษัทมีรายได้จากการก่อสร้างในประเทศทั้งหมด บริษัทแบ่งลูกค้าของบริษัทออกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มที่ 1 ภาคเอกชน ได้แก่ บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ผู้ประกอบการอุตสาหกรรม และผู้ประกอบการค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ซึ่งลูกค้าของบริษัทเหล่านี้เป็นลูกค้าที่มีชื่อเสียง และมีฐานะทางการเงินดี ทั้งนี้ เนื่องจากผลงานที่ผ่านมาของบริษัทมีคุณภาพ และบริษัทส่งมอบงานได้ทันกำหนด ประกอบกับบริษัทได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า ทำให้บริษัทมักจะได้รับโครงการเพิ่มเติมจากลูกค้าเดิมอยู่เสมอ

กลุ่มที่ 2 ภาครัฐ ได้แก่ หน่วยงานราชการ และมหาวิทยาลัยรัฐบาล กลุ่มลูกค้าภาครัฐเป็นกลุ่มลูกค้าที่ไม่มีความเสี่ยงด้านการชำระเงิน โดยในการเข้าร่วมประมูลงานของภาครัฐนั้นจะมีการกำหนดคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมประมูลตามข้อกำหนดของแต่ละหน่วยงานราชการ เช่น ทุนจดทะเบียนชำระแล้ว และมูลค่างานก่อสร้างที่ผ่านมากับหน่วยงานราชการ เป็นต้น

ช่องทางการจำหน่าย

ฝ่ายการตลาดของบริษัททำหน้าที่ติดต่อประสานงานกับลูกค้าโดยตรง เมื่อบริษัทได้รับเอกสารเชิญเข้าร่วมประมูลงาน หรือบริษัทมีความสนใจเข้าร่วมประมูลงาน ฝ่ายการตลาดของบริษัทจะทำหน้าที่ติดต่อประสานงานขอเอกสารต่างๆ เช่น แบบก่อสร้าง และข้อกำหนดการก่อสร้างต่างๆ เป็นต้น และทำการประเมินปริมาณงานและมูลค่าการก่อสร้าง เพื่อยื่นเอกสารประมูลงานต่อไป

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมของ ไทยโพลีคอนส์ ได้ที่นี่เลยครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *