Technical Analysis

ทำความเข้าใจกับ Trend และ วงจรธุรกิจ

เขียนโดย อ.จิรัฏฐ์ หิรัญปภาพิศุทธิ์

การวิเคราะห์หุ้นแบบเทคนิค หรือ Technical Analysis เป็นศาสตร์และศิลป์ของการระบุแนวโน้ม หรือ Trend ของหุ้นในช่วงที่หุ้นกำลังเริ่มสร้างแนวโน้ม หรือกลับตัวของแนวโน้ม เพื่อนักลงทุนจะสามารถตัดสินใจในการถือครองหรือปรับพอร์ตการลงทุนได้หาก Trend ของหุ้นมีการเปลี่ยนแปลง

ในการที่จะระบุการกลับตัวของราคาหุ้นได้ เราจะต้องรู้ก่อนว่า Trend คืออะไร และ เราจะต้องทำความรู้จักพร้อมทั้งเข้าใจรูปแบบของแนวโน้มอย่างแท้จริงเสียก่อน

Trend ของหุ้นมีอยู่ 3 รูปแบบที่สำคัญ ดังรูปด้านล่าง

Market Trend

1.Primary (แนวโน้มใหญ่)

โดยทั่วไปแล้วแนวโน้มใหญ่จะกินเวลา 9 เดือนถึง 2 ปี ซึ่งมันจะขึ้นอยู่กับมุมมองของนักลงทุนต่อหุ้นตัวนั้นว่าพื้นฐานหุ้นดีแค่ไหน มีการเติบโตหรือไม่ โดยส่วนใหญ่แล้วแนวโน้มของราคาหุ้นจะสะท้อนวัฏจักรของธุรกิจโดยเฉลี่ยตามสถิติแล้วจะมีรอบการขึ้นและลงรวม 4 – 5 ปี ซึ่งจะแบ่งออกเป็นขาขึ้น 2.5 ปี และ ขาลงอีก 2.5 ปี หรืออย่างละครึ่ง หากเราสังเกตุรูปด้านบนเราจะพบว่า Primary Trend จะมีเส้นสีฟ้า ราคาหุ้นจะขึ้นไปจนสูงสุด และปรับตัวลงมา อย่างไรก็ตามเราจะเห็นว่าบางช่วงเวลาราคาหุ้นจะมีขึ้นและลงเป็นคลื่นย่อยๆ ตามทฤษฏีของ Down Theory ซึ่งเราจะพบเส้น Intermediate และ Short-term Trend ซ้อนอยู่ในรูป

ในทางปฏิบัติแล้วระยะเวลาที่หุ้นขึ้นจะนานกว่าตอนราคาหุ้นลดลง ดังนั้น ช่วงหุ้นขึ้นนักลงทุนจะใช้เวลาค่อนข้างนานกว่าจะได้ผลตอบแทนที่มาก หากหุ้นปรับตัวลดลงจะทำให้กำไรของนักลงทุนหายไปอย่างรวดเร็ว

2. Intermediate (แนวโน้มรอง)

หากเราสังเกตุกราฟอย่างดีแล้วจะพบเส้นสีเขียว ซ้อนอยู่ในแนวโน้มใหญ่ ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เราจะพบว่าหุ้นที่ขึ้นไปนั้นอาจจะมีการปรับตัวลดลงเนื่องจากอารมณ์และข่าวของหุ้นในขณะนั้น โดยส่วนใหญ่แนวโน้มรองจะกินเวลาตั้งแต่ 6 อาทิตย์ ไปจนถึง 9 เดือน หรือบางทีอาจจะมากกว่า แนวโน้มรองส่วนใหญ่แล้วจะให้สัญญาณหลอกนักลงทุน หรือ บางทีทำให้นักลงทุนมองภาพผิดไปจากแนวโน้มใหญ่ เช่น หุ้นที่มีแนวโน้มลดลง ในบางช่วงเวลาอาจจะได้ยินข่าวดีที่นักลงทุนไ่ม่ได้คาดหวังจะได้ยิน ทำให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามหุ้นจะขึ้นไปได้ไม่มาก แต่จะปรับตัวลดลงในเวลาต่อมา

การทำความเข้าใจกับแนวโน้มรองจะทำให้เราสามารถวัดความสมบูรณ์ของแนวโน้มใหญ่ได้ ซึ่งเราจะต้องจับตามอง และวิเคราะห์แนวโน้มรองอยู่เสมอว่ามันยืนยันแนวโน้มใหญ่ที่เรามองเห็นหรือไม่ เพื่อเราจะได้แน่ใจถึงแนวโน้มที่เราจะทำการลงทุน

3. Short-term (แนวโน้มย่อย)

ส่วนใหญ่แล้วจะกินเวลา 3 – 6 อาทิตย์ หรือบางทีอาจจะช้ากว่า ซึ่งมันคือเส้นประสีแดงในรูปด้านบน ส่วนใหญ่ราคาหุ้นในระยะสั้นจะถูกขับเคลื่อนด้วยข่าวที่ออกมาเป็นหลัก และมันจะมีผลกับ Intermediate Trend ว่าเทรนนั้นจะแข็งแรงหรืออ่อนแอ คนที่เทรดหุ้นในระยะสั้นๆ มักจะมองแนวโน้มย่อยเป็นหลัก อย่างไรก็ตามควรจะต้องมองแนวโน้มรอง และแนวโน้มหลักด้วยว่าเราเทรดสวนทางกับแนวโน้มเหล่านั้นหรือไม่ คนที่เล่น Day Trade อาจจะประยุกต์ใชักับกราฟหุ้นรายนาทีได้ เช่นเดียวกัน

 

ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ความเข้าใจเรื่อง Trend กับหุ้น MCS

MCS : บริษัท เอ็ม.ซี.เอส.สตีล จำกัด (มหาชน) ผลิตและติดตั้งโครงสร้างเหล็กขนาดใหญ่ (Fabricated Steel) โดยเฉพาะโครงสร้างเหล็กที่เป็นคาน (Beam) และเสา (Column Box) ที่มีความทนทานต่อแรงสั่นสะเทือนได้ดี เพื่อใช้ในการก่อสร้างอาคารสูงขนาดใหญ่

เราจะพบว่าแนวโน้มใหญ่ของหุ้นตัวนี้กินเวลา 5 ปีในการขึ้นและลง เราสามารถดูได้จากกราฟราย Week

mcs

หากเรา Zoom เข้าไปดูกราฟรายสัปดาห์จะพบว่าในแนวโน้มใหญ่จะประกอบไปด้วยแนวโน้มรอง และแนวโน้มย่อย ตลอดเวลาซึ่งนักวิเคราะห์ทางเทคนิคจะต้องเข้าใจถึงธรรมชาติของแนวโน้มจึงจะสามารถคาดการณ์ได้อย่างถูกต้อง ดังรูปด้านล่าง

mcs-week

 

ดังนั้นเราจะเข้าใจถึงสภาวะปัจจุบันของหุ้นและสามารถวางแผนการลงทุนในอนาคตได้ อย่างในปัจจุบันจะพบว่าหุ้น MCS เริ่มทำราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจากแนวโน้มใหญ่ตั้งแต่ปี 2014 – 2015 น่าจะเป็นขาขึ้นได้อีกครั้ง

One thought on “ทำความเข้าใจกับ Trend และ วงจรธุรกิจ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *