ยุทธศาสตร์ บริษัทจดทะเบียน

TUF ไทยยูเนียน โฟรเซ่น เบอร์ 1 ของโลก

เมื่อเจ้าสมุทร ‘ไทยยูเนียน โฟรเซ่น’ ออกล่าฝันเพื่อตำแหน่ง ‘เบอร์ 1 ของโลก’ เทคโอเวอร์ ‘MWBrands’ จังหวะก้าวครั้งนี้ยังไม่น่าไว้วางใจ

การ ออกตามล่าหาขุมทรัพย์ของตระกูลจันศิริ ไกลถึงทวีปยุโรป เทคโอเวอร์ MWBrands Holdings SAS เพื่อเป้าหมายตำแหน่ง? “เบอร์หนึ่งของโลก” ตลาดหุ้นตัดสินชัยชนะของทียูเอฟไปแล้ว ขณะที่ผลการดำเนินงานอาจยังตามไม่ทันความคาดหวังที่ล่วงหน้าไปไกล

นับจากต้นปี 2553 ถึงปัจจุบันราคาหุ้น TUF ทะยานขึ้นจากระดับ 30 บาท ขึ้นไปสูงถึง 62 บาท ปรับขึ้นเกิน 100% แล้ว ขณะที่จังหวะก้าวนับต่อจากนี้ยังต้องมองกันอีกหลายสเต็ป และต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่เข้าไปฟื้นฟูกิจการ MWBrands ที่ผลการดำเนินงานไม่ได้สวยหรูอย่างที่คิด

พัฒนาการในช่วง 3 ปีย้อนหลัง (2551-2553) ของ MWBrands ผู้ผลิตอาหารทะเลบรรจุกระป๋องแบบครบวงจรรายใหญ่ของยุโรป แม้กำไรจากการดำเนินงานมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ยอดขายมีทิศทางชะลอตัวลง ที่สำคัญบริษัทแห่งนี้มีภาระหนี้สินเป็นจำนวนมากถึง 462.4 ล้านยูโร (ประมาณ 19,374 ล้านบาท) ในจำนวนนี้เป็นหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยจ่าย 296 ล้านยูโร (ประมาณ 12,402 ล้านบาท) มีต้นทุนการเงินอยู่ที่ 5.4% ขณะที่ส่วนของผู้ถือหุ้นมีจำนวนน้อยเพียง 97 ล้านยูโร (ประมาณ 4,064 ล้านบาท) เป็นประเด็นที่ยังไม่น่าไว้วางใจ เพราะบริษัทแห่งนี้มีสัดส่วนหนี้สินต่อทุน “ค่อนข้างสูง”

ทียูเอฟ เข้าซื้อกิจการ MWBrands มูลค่า 680 ล้านยูโร คิดเป็นมูลค่า 28,495 ล้านบาท (ที่อัตราแลกเปลี่ยน 41.90 บาทต่อ 1 ยูโร) โดยใช้ “เงินกู้” ทั้งหมด ขณะที่ MWBrands มีสินทรัพย์รวม ณ 31 มีนาคม 2553 จำนวน 559.40 ล้านยูโร หรือ 23,439 ล้านบาท มีรายได้ประจำปี 2553 (สิ้นสุด 31 มีนาคม 2553) จำนวน 448.2 ล้านยูโร หรือ 18,780 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิก่อนหักดอกเบี้ยและภาษี (EBIT) จำนวน 70.3 ล้านยูโร หรือ 2,945 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 1,533 ล้านบาท ไม่ใช่ตัวเลขที่สูง

แม้ทียูเอฟจะประสบความสำเร็จในการเทคโอเวอร์กิจการ “ชิคเก้นออฟเดอะซี” ผู้ผลิตอาหารทะเลแปรรูปและบรรจุกระป๋อง อันดับ 3 ในประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนกรกฎาคม 2540 แต่ดีลนี้ใหญ่กว่ากันมาก ครั้งนี้ทียูเอฟต้องใช้เงินกู้สูงถึง 698 ล้านยูโร หรือประมาณ 29,248 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินกู้ในประเทศ 15,000 ล้านบาท (BBL,SCB,KBANK) และเงินกู้ต่างประเทศ 340 ล้านยูโร หรือ 14,248 ล้านบาท

นอกจากนี้ บริษัทต้องออกหุ้นกู้แปลงสภาพให้กับบุคคลในวงจำกัด 60 ล้านยูโร หรือประมาณ 2,514 ล้านบาท อายุ 4 ปี จ่ายดอกเบี้ย 5% ต่อปี และจะมีอัตราผลตอบแทนรวม 8% ต่อปีหากไม่ถูกนำไปแปลงสภาพ ปีที่ 1 มีอัตราแปลงสภาพเป็นหุ้น TUF ที่หุ้นละ 46 บาท โดยบริษัทออกหุ้นเพิ่มทุนรองรับหุ้นกู้ 52.174 ล้านหุ้น และจะออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนอีก 60-65 ล้านหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม และนักลงทุนสถาบันในวงจำกัด เพื่อนำเงินมาลดหนี้ในภายหลัง เท่ากับว่าทียูเอฟต้องเพิ่มทุนทั้งหมดอีก 116.83 ล้านหุ้น

ประเด็นที่ไม่น่าไว้วางใจก็คือ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2553 ทียูเอฟมีหนี้สินรวม 17,035 ล้านบาท เป็นหนี้ที่มีดอกเบี้ย 11,813 ล้านบาท เมื่อรวมกับเงินกู้ครั้งนี้อีก 29,248 ล้านบาท (698 ล้านยูโร) ฐานะของทียูเอฟหลังเข้าซื้อ MWBrands จะมีภาระหนี้สินที่มีดอกเบี้ยสูงถึง 41,061 ล้านบาท อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนจะกระโดดจาก 1.05 เท่า ขึ้นไป 2.85 เท่าทันที

ถ้าเศรษฐกิจยุโรปไม่ฟื้นตัวตามที่คาด (ปี 2553 GDP โต 1% ปี 2554 โต 1.7%) และยอดขายของ MWBrands ไม่เติบโตอย่างที่คิด อะไรจะเกิดขึ้นกับภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้นมหาศาล นี่คือ ก้าวที่สุดท้าทายของทียูเอฟ เพราะเกมนี้อาจไม่เจอ “หมู” ใน “ดงเสือ” (ยุโรป) แม้จะได้ “แบรนด์” มาทั้งยวงก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ธีรพงศ์ จันศิริ ประธาน กรรมการบริหาร บมจ.ไทยยูเนียน โฟรเซ่น โปรดักส์ กล่าวยืนยันความมั่นใจกับกรุงเทพธุรกิจ BizWeek ว่า เมื่อดีลนี้เสร็จสิ้นจะเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดของทียูเอฟ ดีลนี้เราจับตา MWBrands มาตั้งแต่ 4 ปีที่แล้ว เป้าหมายอยู่ที่การตีตลาดยุโรปซึ่งมีขนาดใหญ่ใกล้เคียงตลาดสหรัฐอเมริกาแต่ มีความซับซ้อนมากกว่า การซื้อกิจการจึงง่ายกว่าการทำตลาดเอง พอถึงเวลาที่กองทุน Trilantic Capital Partners? (เดิมคือ เลแมน บราเดอร์ส อีควิตี้ฟันด์) ต้องถอนการลงทุน เราจึงเข้าร่วมประมูลและได้สิทธิในการซื้อหุ้นต่อ

เรื่องที่คุณอาจสนใจ  คายาริ กำจัดแมลงจากธรรมชาิติ

MWBrands มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส มีเรือจับปลา 5 ลำ และมีโรงงานที่ตั้งอยู่ในแหล่งจับปลาที่สำคัญ 2 แหล่ง ได้แก่ ซีเชล และกานา และยังมีโรงงานอยู่ที่ประเทศโปรตุเกส และฝรั่งเศส MWBrands มีเครื่องหมายการค้า (แบรนด์) ทั้งหมด 4 ยี่ห้อ ได้แก่ Petit Navire และ H. Parmentier ในฝรั่งเศส และ John West ในประเทศอังกฤษ เนเธอร์แลนด์ และไอร์แลนด์ และยี่ห้อ Mareblu ในประเทศอิตาลี

ในปี 2552 มีรายได้หลักแยกตามประเทศมาจากฝรั่งเศส 43% อังกฤษ 43% เนเธอร์แลนด์ 3% ไอร์แลนด์ 4% และอิตาลี 7% ผลิตภัณฑ์หลักคือปลาทูน่า 71.4% ช่องทางจัดจำหน่ายภายใต้แบรนด์ของตัวเอง 78% รับจ้างผลิต 14% ส่งออก 5% ยี่ห้อ Petit Navire มียอดขายสูงสุด 43% รองลงมายี่ห้อ John West มีสัดส่วนรายได้ 39%

ธีรพงศ์ มั่นใจว่าดีลนี้จะเป็นสูตร 1+1 ได้มากกว่า 2 เพราะทียูเอฟ และ MWBrands จะได้แลกเปลี่ยนงานวิจัยและพัฒนาสินค้าร่วมกัน รวมถึงแชร์ระบบการจัดการและการตลาดร่วมกันด้วย

“MWBrands จะทำให้เราเป็นเจ้าของแบรนด์อาหารทะเลครบทั้ง 3 ทวีป ฐานการผลิตครบทุกมหาสมุทร และสามารถขยายตลาดได้ทั่วยุโรปและครอบคลุมทั่วโลก กองเรือรวมกัน 9 ลำ และมีการผลิตปลาทูน่ารวม 500,000 ตันต่อปี ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของโลกทิ้งห่างเบอร์สองครึ่งต่อครึ่ง”

ถามว่าเศรษฐกิจยุโรปย่ำแย่มาแล้ว 2-3 ปี มีการ “ย้อมแมวขาย” หรือเปล่า! ธีรพงศ์ บอกว่าถ้าดูจากอัตรากำไรของ MWBrands เติบโตทุกปี สาเหตุที่กองทุน Trilantic Capital Partners ถอนการลงทุนออกไปเพราะเขาได้รับผลตอบแทนตามเป้าหมายแล้ว อีกทั้งตอนประมูลยังมีคู่แข่งอีก 5 รายมายื่นราคาแข่งกับทียูเอฟด้วย

“ยิ่งเศรษฐกิจกับค่าเงินเขาไม่ดียิ่งเป็นโอกาส เราเตรียมดีลนี้มาตั้งแต่เดือนตุลาคมปี 2552 แล้ว ตอนนั้นค่าเงินยูโรอยู่ที่ 50 บาทตอนนี้ 41-42 บาท ประหยัดไปได้ถึง 20% ราคาหุ้นเราเพิ่มจาก 23 บาทเป็น 62 บาทการเพิ่มทุนก็ได้มูลค่ามากขึ้นมาช่วยลดหนี้ได้เยอะขึ้น”

เขาบอกว่า หลังจากนี้ทียูเอฟจะเพิ่มทุนเป็น 1,000 ล้านหุ้น ออกหุ้นใหม่ทั้งหมด 116.83 ล้านหุ้น คาดว่าจะได้เงินประมาณ 5,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 3 ส่วน 54 ล้านหุ้นแรกสำรองสำหรับหุ้นกู้แปลงสภาพที่ออกให้กับสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ ไพรเวท อีควิตี้ ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นพาร์ทเนอร์ในการซื้อกิจการครั้งนี้ ส่วนอีก 34 ล้านหุ้นจะเป็นส่วนของผู้ถือหุ้นเดิม และ 31 ล้านหุ้นสุดท้ายจะขาย PP ตอนนี้พวกกองทุนต่างชาติให้ความสนใจมาก

หลังเพิ่มทุนเสร็จสัดส่วนหนี้สินต่อทุนของบริษัทจะลงมาเหลือประมาณ 1.89 เท่า อาจเป็นข้อจำกัดเรื่องการ “จ่ายเงินปันผล” เพราะธนาคารเจ้าหนี้มีเงื่อนไขว่าภายใน 3-4 ปีแรก ห้ามจ่ายเงินปันผลเกินปีละ 1,200 ล้านบาท (ปี 2552 จ่ายรวม 1,695 ล้านบาท) เท่ากับว่าต้องจ่ายลดลงประมาณ 30% ส่วนตัวมองว่าก็ “ไม่ต่ำเกินไป” ถ้าจะให้หนี้น้อยก็ต้องเพิ่มทุนเยอะผู้ถือหุ้นคงไม่ชอบ วิธีนี้น่าจะเหมาะสมที่สุด

“ผมเชื่อว่าผู้ถือหุ้นจะเข้าใจเราเพราะมูลค่าหุ้นในอนาคตมันจะเติบโตแน่ นอน ตามแผนในอีก 4 ปีข้างหนี้ สัดส่วนหนี้สินต่อทุนเราจะลดลงเหลือ 1 เท่า ก็จะกลับมาจ่ายปันผลตามปกติได้”

ธีรพงศ์ อธิบายต่อว่าการซื้อกิจการครั้งนี้ถือว่าลงตัวอย่างมาก ผู้ถือหุ้นจะเจอ Dilution Effect เพียง 9% จากการเพิ่มทุนแค่ 12% ถ้าเทียบกับการซื้อกิจการที่มีมูลค่า 80% ของทียูเอฟ ปกติการซื้อของใหญ่ขนาดนี้จะต้องใช้เงินกู้มหาศาลอยู่แล้ว สรุปว่าเราสามารถซื้อกิจการในมูลค่าที่ต่ำกว่าแต่สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับ บริษัทได้อย่างมาก

ส่วนทิศทางการเติบโตหลังได้ MWBrands มาสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปคือสัดส่วนรายได้จาก 3 ตลาดหลัก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ยุโรป และเอเชีย จะมีความสมดุลคืออยู่ที่ 1 ใน 3 เท่ากัน จากปัจจุบันตลาดสหรัฐอเมริกาถือเป็นตลาดใหญ่ที่สุด ตามทฤษฎีถือเป็นการกระจายความเสี่ยงที่ดี

นอกจากนี้ ยังได้สิทธิไม่ต้องจ่ายภาษีนำเข้าในยุโรปสูงถึง 25% ด้วย (งบปี 2553 สิ้นสุด 31 มีนาคม 2553 MWBrands จ่ายภาษีนิติบุคคล 23.4%) ช่วยให้ทียูเอฟขยายตลาดในยุโรปได้มากขึ้นโดยเฉพาะตลาดยุโรปตะวันออกรวมถึง แอฟริกาตอนเหนือ ส่วนความกังวลเรื่องเศรษฐกิจที่ตกต่ำของกลุ่มยูโรโซนตรงนี้ “ไม่มีปัญหา” เพราะสองปีที่ผ่านมา (2551-2552) เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาไม่ดีแต่ยอดขายก็ยังไม่ตก ขณะที่ยุโรปบริโภคปลาทูน่ามากกว่าคนอเมริกันเสียอีก…ธีรพงศ์ แก้ข้อสงสัย

เขามองในแง่ดีว่า ถ้าตั้งเป้ายอดขายแบบอนุรักษนิยมเติบโตปีละ 8% นับตั้งแต่ปี 2555 เท่ากับว่ายอดขายจะโตขึ้นปีละ 250 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ส่วนตัวมั่นใจว่ายอดขายจะโตได้ปีละ 10% ส่วนแนวโน้มปี 2553 คงเป็นไปตามแผนเดิมคือโตที่ 10%

“เป้าเดิมที่เราจะไปให้ถึงยอดขาย 3,000 ล้านเหรียญ ภายในปี 2547 ตอนนี้เราข้ามไปมองที่เป้า 4,000 ล้านเหรียญแทนแล้ว เพราะปี 2554 เมื่อรวมงบของ MWBrands เข้ามาเต็มปีคาดว่ารายได้น่าจะโตขึ้น 30% จะขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 2,800 ล้านเหรียญไม่ยาก”

เรื่องที่คุณอาจสนใจ  หุ้น ยูบิลลี่ (JUBILE)

สำหรับแผนระยะยาวเมื่อสถานะการเงินของบริษัทกลับมาอยู่ในระดับปกติ ธีรพงศ์ บอกว่า ทียูเอฟก็พร้อมที่จะลงทุนต่อเนื่อง เมื่อถึงตอนนั้นอะไรๆ ก็คงง่ายขึ้นจากฐานทุนที่ใหญ่ขึ้น มาร์เก็ตแคปสูงขึ้น ชื่อเสียงดังขึ้น จะซื้อกิจการอีกครั้งก็ไม่ใช่เรื่องยาก…แต่วันนี้ยังต้องติดตามจะมี “หมู” ใน “ดงเสือ” ให้ทียูเอฟเคี้ยวง่ายๆ หรือไม่

—————————-

ตั้งเป้า ‘คืนทุน’ ทั้งหมดภายใน 7 ปี

ก้าวสำคัญของทียูเอฟครั้งนี้ กำลังเดินไปพร้อมกับ บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) ที่สลัดภาพผู้ขายอาหารพื้นๆ มาร์จินต่ำสู่ผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูปนำชื่อ CP ไปชูธงในตลาดโลก นักวิเคราะห์ต่างให้ความเห็นตรงกันว่า “แบรนด์” คือตัวแปรสำคัญทั้งในเรื่องของการขยายตลาด อัตรากำไรและมูลค่าของบริษัทที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ TUF ก็กำลังก้าวเป็นเจ้าของแบรนด์อาหารทะเลกระป๋องระดับโลก

ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ไทยยูเนียน โฟรเซ่น โปรดักส์ ย้ำจุดประสงค์สำคัญของการซื้อกิจการครั้งนี้ต้องการให้ทียูเอฟก้าวขึ้นเป็น Branded Company ยุทธศาสตร์ของบริษัทอาจจะคล้ายกับของ CPF คือเน้นสร้างมูลค่าให้สินค้าด้วยแบรนดิ้ง ทางนั้นอาจจะใช้เวลาพัฒนาแบรนด์เอง แต่เราเลือกที่จะ ?ซื้อแบรนด์? เพราะสินค้าอาหารทะเลแช่แข็งทำอย่างไรก็ไม่มีทางมีแบรนด์ได้ ต้องขายให้ได้เยอะๆ ถึงกำไรมาก

แต่ผลิตภัณฑ์อาหารทะเลกระป๋องในต่างประเทศล้วนแต่มีอายุเกือบ 100 ปีทั้งนั้น และมีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง เราถึงเลือกซื้อกิจการที่มีแบรนด์เพื่อลดสัดส่วนจากเป็นเพียง OEM (รับจ้างผลิต) เพิ่มมีสินค้าคอนซูเมอร์โปรดักท์ที่มี Value Added มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อการทำกำไรที่สูงขึ้นและจะได้รับการประเมินมูลค่าที่สูงกว่า เดิม

?หลังซื้อกิจการสัดส่วนสินค้าที่มีแบรนด์จะเพิ่มเป็น 60 ต่อ 40 จากปัจจุบันอยู่ที่ 50 ต่อ 50 ส่วนการทำกำไรตอนนี้ยังระบุตัวเลขไม่ได้แต่บอกได้ว่า MWBrands มีมาร์จินสูงกว่าทียูเอฟครึ่งต่อครึ่ง?

ผลในระยะยาว ธีรพงศ์ บอกว่าไม่เพียงแต่จะทำให้ทียูเอฟขึ้นชื่อว่าเป็นบริษัทระดับโลกแล้ว มูลค่าของบริษัทจะเพิ่มขึ้นทั้งในแง่รายได้ กำไรสุทธิ และแน่นอนที่สุดราคาหุ้น TUF จะสะท้อนความเป็นจริงทั้งหมดออกมา เชื่อว่าการลงทุนครั้งนี้จะสามารถคืนทุนทั้งหมดได้ภายใน 7 ปี

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *